สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2229/2558
เรื่อง
คำฟ้องคดีละเมิดต้องบรรยายการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อให้แจ้งชัด — คำฟ้องเคลือบคลุม
ประเด็นข้อกฎหมาย
การที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งเก้ารับผิดในมูลละเมิด โดยกล่าวเพียงว่า จำเลยทั้งเก้าจงใจหรือประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ แต่ไม่ได้บรรยายว่า จำเลยทั้งเก้าได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างใด จนเป็นเหตุให้บุคคลอื่นทุจริตยักยอกเงินของโจทก์ไปได้ เป็นคำฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่
ข้อเท็จจริง
โจทก์เป็นสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ส่วนจำเลยทั้งเก้าเคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารสหกรณ์โจทก์
โจทก์บรรยายฟ้องว่า ในระหว่างที่จำเลยทั้งเก้าดำรงตำแหน่ง มีการทุจริตโดยอ้างว่ามีสมาชิกของสหกรณ์มาขอกู้ยืมเงิน แต่เมื่อตรวจสอบแล้วปรากฏว่าเป็นความเท็จ และมีเงินในบัญชีอีกส่วนหนึ่งขาดหายไป ทำให้สหกรณ์โจทก์ได้รับความเสียหายจำนวน 3,806,173.44 บาท
โจทก์กล่าวว่า จำเลยทั้งเก้าจงใจหรือประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่สหกรณ์ จึงฟ้องขอให้จำเลยทั้งเก้าร่วมกันชำระเงิน 1,118,075.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ
จำเลยทั้งเก้าให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งเก้าร่วมกันชำระเงินตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยทั้งเก้าจึงฎีกา โดยมีปัญหาที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยเป็นประการแรกว่า ฟ้องของโจทก์เป็นคำฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่
คำวินิจฉัยศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จากคำฟ้องพอจะชี้ให้เห็นถึงสภาพแห่งข้อหาว่า โจทก์ประสงค์ให้จำเลยทั้งเก้ารับผิดในมูลละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420
โจทก์จึงต้องบรรยายฟ้องให้แจ้งชัดว่า จำเลยทั้งเก้าได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างใด จึงทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ กล่าวคือ ต้องบรรยายให้เห็นว่า จำเลยทั้งเก้าจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างไร จนเป็นเหตุให้บุคคลอื่นทุจริตยักยอกเงินของโจทก์ไปได้
แต่คำฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายถึงการกระทำดังกล่าวไว้เลย คงกล่าวเพียงว่า จำเลยทั้งเก้าจงใจหรือประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เท่านั้น
คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องเคลือบคลุม เพราะมิได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง
กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่น เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งเก้าร่วมกันรับผิดต่อโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งเก้าฟังขึ้น
ผลคดี
ศาลฎีกาพิพากษากลับให้ยกฟ้อง และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ
ฎีกาย่อ
คำฟ้องโจทก์บรรยายว่า ในระหว่างเวลาที่จำเลยทั้งเก้าดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารสหกรณ์ ปรากฏว่าจำเลยทั้งเก้าโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่สหกรณ์ กล่าวคือ มีการทุจริตโดยอ้างว่ามีสมาชิกของสหกรณ์มาขอกู้ยืมเงิน เมื่อตรวจสอบปรากฏว่าเป็นความเท็จและเงินในบัญชีอีกส่วนหนึ่งขาดหายไป เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้จำเลยทั้งเก้ารับผิดในมูลละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 โจทก์จึงต้องบรรยายฟ้องให้แจ้งชัดว่า จำเลยทั้งเก้าได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างใดจึงเกิดความเสียหายแก่โจทก์ กล่าวคือ จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างไรจนเป็นเหตุให้บุคคลอื่นทุจริตยักยอกเงินของโจทก์ไปได้ แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายถึงการกระทำเช่นว่านั้น คงกล่าวเพียงว่า จำเลยทั้งเก้าจงใจหรือประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เท่านั้น คำฟ้องจึงเป็นคำฟ้องเคลือบคลุม เพราะมิได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง
สรุป
การฟ้องให้จำเลยรับผิดในมูลละเมิด โจทก์จะกล่าวเพียงว่า จำเลยจงใจหรือประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เท่านั้นไม่ได้ แต่ต้องบรรยายข้อเท็จจริงให้แจ้งชัดว่า จำเลยกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างใด และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์อย่างไร
เมื่อคำฟ้องไม่ได้บรรยายถึงการกระทำดังกล่าว คงกล่าวเพียงถ้อยคำอันเป็นข้อสรุปทางกฎหมาย คำฟ้องจึงเป็นคำฟ้องเคลือบคลุม และไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420
หลักความรับผิดจากการกระทำละเมิดโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง
คำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับ และข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา
อ้างอิง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2229/2558
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ.283/2554
แหล่งที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำค้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2229/2558, ฟ้องคดีละเมิด, การบรรยายฟ้องคดีละเมิด, คำฟ้องเคลือบคลุม, จงใจหรือประมาทเลินเล่อ, สภาพแห่งข้อหา, ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา, ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420, ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง