ฎีกาที่ 2672/2568

#ฎีกาศึกษา #ทนายความ

สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2672/2568

เรื่อง
ผู้มีชื่อในหนังสืออนุญาต ส.ป.ก. 4-01 ซึ่งออกให้ผิดพลาด ฟ้องขับไล่ผู้ครอบครองทำประโยชน์เดิมได้หรือไม่

ประเด็นข้อกฎหมาย

โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่ เมื่อโจทก์มีชื่อเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ตาม ส.ป.ก. 4-01 เต็มทั้งแปลง แต่ไม่เคยครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่ดินส่วนพิพาท ขณะที่จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในส่วนนั้นมาก่อน
การที่โจทก์อาศัยสิทธิตามหนังสืออนุญาตดังกล่าวฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหาย เป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 หรือไม่

ข้อเท็จจริง

เดิมเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2527 จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 แปลงเลขที่ 47 เนื้อที่ประมาณ 17 ไร่ 79 ตารางวา
อย่างไรก็ตาม ก่อนมีการออกหนังสืออนุญาตดังกล่าว จำเลยที่ 1 กับมารดาของโจทก์ได้แบ่งแยกกันครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงนี้เป็นส่วนสัดอยู่แล้ว โดยจำเลยที่ 1 ครอบครองส่วนหนึ่ง ส่วนมารดาของโจทก์ครอบครองอีกส่วนหนึ่ง

ต่อมาคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดมีมติเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2548 ให้เพิกถอนหนังสืออนุญาตของจำเลยที่ 1 เนื่องจากการออกหนังสืออนุญาตให้จำเลยที่ 1 เต็มทั้งแปลงไม่ตรงกับสภาพการครอบครองทำประโยชน์ที่แท้จริง และเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2550 มีการออก ส.ป.ก. 4-01 แปลงเลขที่ 47 เต็มทั้งแปลงให้แก่โจทก์

แม้หนังสืออนุญาตของจำเลยที่ 1 ถูกเพิกถอนและมีการออกหนังสืออนุญาตให้แก่โจทก์แล้ว แต่คู่กรณียังคงแบ่งแยกกันครอบครองทำประโยชน์ในส่วนของตนเช่นเดิม จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ 3 งาน 60 ตารางวา ส่วนโจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินด้านทิศใต้ โดยโจทก์และมารดาไม่เคยครอบครองหรือมีเจตนาครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาก่อน
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาท โดยอ้างสิทธิตาม ส.ป.ก. 4-01 ที่ออกให้แก่โจทก์เต็มทั้งแปลง และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การเพิกถอน ส.ป.ก. 4-01 ของจำเลยที่ 1 มิได้เกิดจากจำเลยที่ 1 ไม่มีคุณสมบัติ แต่เกิดจากหนังสืออนุญาตที่ออกให้เต็มทั้งแปลงไม่ตรงกับสภาพการครอบครองทำประโยชน์ที่แท้จริง จึงต้องเพิกถอนทั้งฉบับเพื่อนำมาจัดให้แก่ผู้ครอบครองทำประโยชน์ตามส่วนที่ครอบครองจริง

พยานหลักฐานรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยแบ่งแยกกันครอบครองทำประโยชน์ในแปลงเลขที่ 47 เป็นส่วนสัดมาตั้งแต่ก่อนจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาต และยังคงครอบครองตามส่วนของตนตลอดมา

โจทก์ไม่เคยเข้าไปครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท การออก ส.ป.ก. 4-01 แปลงเลขที่ 47 ให้แก่โจทก์เต็มทั้งแปลงรวมถึงที่ดินพิพาท จึงเป็นการออกโดยผิดพลาดคลาดเคลื่อนเช่นเดียวกับการออกหนังสืออนุญาตให้แก่จำเลยที่ 1 เต็มทั้งแปลงในครั้งแรก

เมื่อโจทก์ไม่เคยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท โจทก์จึงไม่เป็นเกษตรกรผู้ถือครองที่ดินพิพาทและไม่เป็นผู้ทำกินในที่ดินพิพาทตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง การออกหนังสืออนุญาตให้โจทก์เต็มทั้งแปลงรวมที่ดินพิพาทจึงไม่ชอบ
การที่โจทก์อาศัยสิทธิตามหนังสืออนุญาตดังกล่าวมาฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหาย จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

ผลคดี

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ขับไล่จำเลยและให้ชำระค่าเสียหาย
ศาลฎีกาพิพากษากลับให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท

สรุป

การมีชื่อเป็นผู้ได้รับอนุญาตตาม ส.ป.ก. 4-01 ไม่ทำให้ผู้ได้รับอนุญาตมีอำนาจฟ้องขับไล่ผู้ครอบครองทำประโยชน์เดิมได้เสมอไป หากหนังสืออนุญาตนั้นออกให้เต็มทั้งแปลงโดยผิดพลาด ไม่ตรงกับสภาพการครอบครองทำประโยชน์จริง และผู้ฟ้องไม่เคยครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่ดินส่วนพิพาท การนำหนังสืออนุญาตดังกล่าวมาใช้ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายย่อมเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

ฎีกาย่อ

โจทก์และจำเลยทั้งสองได้แบ่งแยกกันครอบครองทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แปลงเลขที่ 47 เป็นส่วนสัดมาตั้งแต่ก่อนจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แปลงเลขที่ 47 และหลังจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้จำเลยที่ 1 เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน และมีการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แปลงเลขที่ 47 ให้แก่โจทก์ โจทก์และจำเลยทั้งสองก็ยังคงครอบครองทำประโยชน์ในส่วนของตนตลอดมา โดยโจทก์และมารดาของโจทก์ต่างไม่เคยครอบครองและไม่มีเจตนาที่จะครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท การออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แปลงเลขที่ 47 ให้แก่โจทก์เต็มทั้งแปลง จึงเป็นการออกโดยผิดพลาดคลาดเคลื่อนเช่นเดียวกับการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ไม่เคยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท โจทก์จึงไม่เป็นเกษตรกรผู้ถือครองที่ดินพิพาท และไม่เป็นผู้ทำกินในที่ดินพิพาทตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกร ซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2535
สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แปลงเลขที่ 47 ให้แก่โจทก์ทั้งแปลงรวมที่ดินพิพาท ทั้ง ๆ ที่โจทก์และจำเลยทั้งสองแบ่งแยกกันครอบครองทำประโยชน์ตลอดมาเป็นการไม่ชอบ การที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองพร้อมทั้งบริวารออกจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองโดยอาศัยสิทธิตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5
  • พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 30
  • ระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกร ซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2535 ข้อ 8

อ้างอิง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2672/2568

คำค้น

ฎีกาที่ 2672/2568 ส.ป.ก. 4-01 ฟ้องขับไล่ที่ดิน ส.ป.ก. ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ออก ส.ป.ก. ผิดพลาด ผู้ครอบครองทำประโยชน์ เพิกถอนหนังสืออนุญาต อำนาจฟ้องขับไล่

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า