คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.286/2569

#ฎีกาศึกษา #ทนายความ
⚖️ สรุปคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 286/2569
📌 เรื่อง
ทางเกวียนเดิมไม่เหลือร่องรอยและไม่สามารถระบุแนวเขตได้ชัดเจน นายอำเภอและเทศบาลมีหน้าที่ดำเนินการให้กลับเป็นทางสาธารณประโยชน์หรือไม่
━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
❓ ประเด็นข้อกฎหมาย
1. แม้ภาพถ่ายทางอากาศ แผนที่ และสภาพพื้นที่จริงไม่ปรากฏร่องรอยของทาง แต่มีพยานยืนยันว่าเดิมเป็นทางเกวียนที่ประชาชนใช้ร่วมกัน จะรับฟังว่าเป็นทางสาธารณประโยชน์ได้หรือไม่
2. การที่เจ้าของที่ดินไม่ได้อุทิศที่ดินโดยชัดแจ้งและไม่ได้จดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ จะทำให้ทางดังกล่าวไม่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่
3. เทศบาลจะอ้างว่า การออกโฉนดเกิดขึ้นก่อนจัดตั้งเทศบาลและเทศบาลไม่ได้ร่วมออกโฉนด เพื่อปฏิเสธหน้าที่ดูแลทางสาธารณะได้หรือไม่
━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
📝 ข้อเท็จจริง
ผู้ฟ้องคดีทั้งห้ารายเป็นประชาชนและผู้มีที่ดินทำกินอยู่ในพื้นที่แห่งหนึ่ง เดิมบริเวณดังกล่าวมีทางสาธารณะลักษณะเป็น ทางเกวียน ซึ่งประชาชนใช้สัญจรไปทำสวน ทำไร่ และเป็นทางผ่านของสัตว์เลี้ยงมาเป็นเวลานาน
ต่อมาทางราชการสร้างถนนสายใหม่ ส่วนแนวทางเกวียนเดิมบางช่วงค่อย ๆ หายไปจากสภาพพื้นที่ และมีการออกเอกสารสิทธิในบริเวณที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นแนวทางสาธารณะเดิม ทำให้ประชาชนบางรายไม่มีทางสาธารณะสำหรับเข้าออกที่ดินของตน
เมื่อมีการร้องเรียน เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบระวางรูปถ่ายทางอากาศ แผนที่รูปถ่ายทางอากาศ และสภาพพื้นที่จริง แต่ไม่พบร่องรอยหรือสภาพของทางสาธารณประโยชน์ และยังไม่สามารถระบุความกว้าง ความยาว จุดเริ่มต้น และจุดสิ้นสุดได้ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุจำนวน 13 รายให้ถ้อยคำสอดคล้องกันว่า เดิมบริเวณดังกล่าวเคยมี ทางสาธารณะเป็นทางเกวียน ส่วนบุคคลที่เคยใช้ทางและมีที่ดินทำกินในบริเวณนั้นให้ข้อมูลว่า ทางเดิมใช้เข้าไปทำสวน ทำไร่ และเป็นทางผ่านของสัตว์เลี้ยง
ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า หน่วยงานดำเนินการล่าช้าและยังไม่มีแนวทางหรือกรอบเวลาที่ชัดเจน จึงฟ้องต่อศาลปกครอง ขอให้ตรวจสอบและกำหนดขอบเขต ความกว้าง ความยาว จุดเริ่มต้น และจุดสิ้นสุดของทางสาธารณประโยชน์
เดิมฟ้องนายอำเภอเพียงรายเดียว ต่อมาศาลปกครองชั้นต้นเรียกเทศบาลตำบลในพื้นที่เข้ามาเป็นผู้ถูกฟ้องคดีอีกฝ่าย และพิพากษาให้หน่วยงานทั้งสองร่วมกันกันเขตพื้นที่พิพาทให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ดังเดิมภายใน 240 วัน เทศบาลจึงอุทธรณ์
━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
🏛️ คำวินิจฉัย
1. ทางเกวียนเป็นทางสาธารณประโยชน์โดยปริยาย
แม้การตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศ แผนที่ และพื้นที่จริงจะไม่พบร่องรอยของทางสาธารณประโยชน์ และยังไม่อาจพิสูจน์ขอบเขตของทางได้ชัดเจน แต่พยานผู้สูงอายุจำนวน 13 รายให้ถ้อยคำสอดคล้องกันว่า เดิมเคยมีทางสาธารณะเป็นทางเกวียน
ประกอบกับบุคคลที่เคยใช้ทางและมีที่ดินทำกินในบริเวณนั้นยืนยันว่า ประชาชนใช้ทางดังกล่าวเข้าไปทำสวน ทำไร่ และเป็นทางผ่านของสัตว์เลี้ยง
แม้เจ้าของที่ดินจะไม่ได้แสดงเจตนาอุทิศที่ดินให้เป็นทางสาธารณประโยชน์โดยชัดแจ้งหรือจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่พฤติการณ์ดังกล่าวน่าเชื่อว่า เจ้าของที่ดินได้ยกที่ดินส่วนที่เป็นทางให้เป็น ทางสาธารณประโยชน์โดยปริยาย และสละให้เป็น สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน
2. นายอำเภอและเทศบาลมีหน้าที่ร่วมกัน
นายอำเภอมีหน้าที่ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน
ดังนั้น นายอำเภอและเทศบาลตำบลในพื้นที่จึงมีหน้าที่ร่วมกันดูแลรักษา คุ้มครองป้องกัน และดำเนินการเกี่ยวกับทางสาธารณประโยชน์ที่พิพาท
3. เทศบาลไม่อาจอ้างว่าไม่ได้เป็นผู้ออกโฉนด
แม้การออกโฉนดที่ดินทับบริเวณทางพิพาทจะเกิดขึ้นก่อนจัดตั้งเทศบาล และเทศบาลไม่ได้ร่วมดำเนินการเดินสำรวจหรือออกโฉนดก็ตาม แต่เมื่อปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตความรับผิดชอบของเทศบาล เทศบาลยังคงมีหน้าที่ร่วมกับนายอำเภอในการดูแลรักษาและคุ้มครองทางสาธารณประโยชน์
เทศบาลจึงไม่อาจอ้างว่าตนไม่ได้เป็นผู้ก่อให้เกิดปัญหา เพื่อให้พ้นจากหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดได้
4. เป็นการละเลยต่อหน้าที่
เมื่อไม่ปรากฏว่าทางสาธารณประโยชน์ที่พิพาทถูกถอนสภาพโดยชอบด้วยกฎหมาย และหน่วยงานทั้งสองยังไม่สามารถหาร่องรอยหรือกำหนดขอบเขตของทาง เพื่อดำเนินการให้ประชาชนกลับมาใช้ทางสาธารณประโยชน์ดังเดิมได้ จึงเป็นการ ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ
━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
✅ สรุป
แม้ทางเกวียนเดิมจะไม่เหลือร่องรอยให้เห็น และยังไม่สามารถระบุความกว้าง ความยาว จุดเริ่มต้น หรือจุดสิ้นสุดได้ชัดเจน แต่เมื่อรับฟังได้ว่า ประชาชนเคยใช้ทางดังกล่าวร่วมกันไปทำสวน ทำไร่ และเป็นทางผ่านของสัตว์เลี้ยงมาเป็นเวลานาน ย่อมถือว่าเจ้าของที่ดินได้ยกพื้นที่ส่วนที่เป็นทางให้เป็นทางสาธารณประโยชน์โดยปริยาย
ทางดังกล่าวจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน นายอำเภอและเทศบาลมีหน้าที่ร่วมกันดูแลรักษาและคุ้มครอง แม้เทศบาลจะไม่ได้เป็นผู้ดำเนินการออกโฉนดก็ตาม
ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืน ให้หน่วยงานทั้งสองร่วมกัน กันเขตที่ดินบริเวณพิพาทให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ดังเดิมภายใน 240 วันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด โดยประสานสำนักงานที่ดินในพื้นที่ และใช้ภาพถ่ายทางอากาศของกรมแผนที่ทหารในปี 2548 หรือปี 2549 ประกอบการกำหนดตำแหน่งและแนวเส้นทาง
━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
📚 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 มาตรา 122 วรรคหนึ่ง
ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553 ข้อ 5 และข้อ 6 วรรคหนึ่ง
📍 หมายเหตุ: คดีนี้ศาลไม่ได้พิพากษาเพิกถอนโฉนดหรือวินิจฉัยว่าโฉนดทุกฉบับเป็นโมฆะ แต่สั่งให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ร่วมกันกันเขตพื้นที่พิพาทให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ดังเดิม
#ทางเกวียน #ทางสาธารณะ #คดีปกครอง #กฎหมายที่ดิน #ฎีกาศึกษา

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า