ฎีกาที่ 9161/2568

สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9161/2568

เรื่อง

ศาลไทยมีเขตอำนาจ แต่สัญญากำหนดให้ไปอนุญาโตตุลาการก่อน จะฟ้องศาลทันทีได้หรือไม่

ประเด็นข้อกฎหมาย

คดีนี้มีประเด็นข้อกฎหมายสำคัญว่า

  1. โจทก์มีสิทธิเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นตามภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) หรือไม่
  2. แม้ศาลชั้นต้นมีเขตอำนาจพิจารณาคดีตามภูมิลำเนาของจำเลยแล้ว แต่เมื่อสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีข้อกำหนดให้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อน โจทก์จะฟ้องคดีต่อศาลไทยทันทีได้หรือไม่
  3. การให้กู้ยืมเงินเพื่อซื้อที่ดินและบ้าน เป็นข้อพิพาทที่ “เกิดขึ้นจากหรือเกี่ยวข้องกับสัญญา” ซึ่งอยู่ภายใต้ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือไม่
  4. จำเลยที่ 1 แม้ไม่ได้ยื่นคำร้องขอจำหน่ายคดีโดยตรงตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14 แต่ได้ยกข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การว่าโจทก์ไม่ดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อน ศาลจะถือว่าเป็นความประสงค์ให้ศาลไต่สวนและจำหน่ายคดีได้หรือไม่
  5. จำเลยที่ 2 แม้ไม่ได้เป็นคู่สัญญาอนุญาโตตุลาการ แต่ความรับผิดเกี่ยวพันกับจำเลยที่ 1 ศาลจะจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 เพื่อรอฟังผลคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้หรือไม่

ข้อเท็จจริง

โจทก์เป็นบริษัทจำกัด จดทะเบียนตามกฎหมายแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประกอบธุรกิจให้บริการเป็นที่ปรึกษากฎหมายและที่ปรึกษาธุรกิจ

โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาจ้างงาน 2 ฉบับ โดยสัญญาฉบับหนึ่งเรียกว่า สัญญาว่าด้วยการให้คำปรึกษาระหว่างประเทศ จำเลยที่ 1 ทำงานกับโจทก์ในต่างประเทศ

ขณะที่จำเลยที่ 1 ยังเป็นพนักงานของโจทก์ จำเลยที่ 1 ติดต่อกรรมการของโจทก์และผู้จัดการฝ่ายการเงินของโจทก์ ผ่านทางแอปพลิเคชัน WhatsApp และไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อขอกู้เงินจากโจทก์ไปซื้อที่ดินและบ้านสำหรับจำเลยทั้งสอง

โจทก์โอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยทั้งสองรวม 4 ครั้ง ผ่านรายการโอนเงินระหว่างประเทศ รวมเป็นเงิน 248,803.30 ดอลลาร์สหรัฐ

ต่อมาจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้เงินกู้ โจทก์จึงฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 8,034,937 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ของต้นเงิน 7,437,831.32 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง และยื่นคำร้องขอให้ชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นเรื่องเขตอำนาจศาล โดยอ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9161/2568 วินิจฉัยวางหลักว่า

ศาลฎีกาเห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ระบุว่าโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองตามภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสอง ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น และมีแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรของจำเลยทั้งสองประกอบ

ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้น อันเป็นศาลที่จำเลยทั้งสองมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1)

แต่เมื่อสัญญาว่าด้วยการให้คำปรึกษาระหว่างประเทศมีข้อกำหนดเกี่ยวกับเงินทุนสำหรับการซื้อบ้าน และมีข้อกำหนดให้ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจากหรือเกี่ยวข้องกับสัญญาต้องเสนอให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดก่อน ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาอนุญาโตตุลาการตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 11 และไม่ขัดต่อกฎหมายไทย

เมื่อการให้กู้ยืมเงินเพื่อซื้อที่ดินและบ้านเกิดจากสวัสดิการการทำงานตามสัญญา ข้อพิพาทเรื่องหนี้เงินกู้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเกี่ยวข้องกับสัญญาดังกล่าว

โจทก์จึงต้องใช้สิทธิด้วยการเสนอข้อพิพาทให้คณะผู้พิจารณาซึ่งประกอบด้วยอนุญาโตตุลาการ 1 คน ที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ภายใต้กฎของ LCIA ตัดสินชี้ขาดก่อน ตามข้อสัญญาและตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 11 และมาตรา 14 วรรคหนึ่ง

สำหรับจำเลยที่ 1 แม้ไม่ได้ทำคำร้องยื่นต่อศาลให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 14 แต่จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การโต้แย้งไว้แล้วว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยไม่ดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

ศาลฎีกาเห็นว่า ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ประสงค์ให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งจำหน่ายคดี เพราะเหตุที่โจทก์ไม่ได้เสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดตามสัญญา และเมื่อศาลชั้นต้นได้พิจารณาสืบพยานในเรื่องดังกล่าวแล้ว จึงถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้ทำการไต่สวนตามมาตรา 14 แล้ว

สำหรับจำเลยที่ 2 แม้ไม่ได้เป็นคู่สัญญาในสัญญาพิพาท จึงไม่อาจอาศัยข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการดังกล่าวในการจำหน่ายคดีเพื่อไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการได้โดยตรง

แต่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในหนี้กู้ยืมเงินเพื่อซื้อที่ดินและบ้าน ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยร่วมกันของจำเลยทั้งสอง และโจทก์โอนเงินกู้ครั้งที่ 2 ถึงครั้งที่ 4 ให้แก่จำเลยที่ 2 แทนจำเลยที่ 1 ตามคำขอของจำเลยที่ 1

ศาลฎีกาจึงเห็นว่า เมื่ออนุญาโตตุลาการชี้ขาดข้อพิพาทอย่างไร ย่อมมีผลกระทบโดยตรงต่อความรับผิดของจำเลยที่ 2 ด้วย เพื่อประโยชน์ในการดำเนินกระบวนพิจารณาและก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่ความทั้งสองฝ่าย จึงสมควรจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 เพื่อรอฟังผลคำชี้ขาดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เสียก่อน

ผลคดี

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินมาให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ เพื่อไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ และให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความของศาลชั้นต้น หากคณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดแล้ว ให้คู่ความแถลงต่อศาลชั้นต้น เพื่อหยิบยกคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ขึ้นพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • ป.วิ.พ. มาตรา 4
  • พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 11 และมาตรา 14

ฎีกาย่อ

ตามคำฟ้องโจทก์ระบุว่าโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองตามภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสอง ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น และโจทก์แนบแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรของจำเลยทั้งสองประกอบ จึงมีสิทธิเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1)

สัญญาว่าด้วยการให้คำปรึกษาระหว่างประเทศมีข้อกำหนดเกี่ยวกับเงินทุนสำหรับการซื้อบ้าน และข้อกำหนดเรื่องอนุญาโตตุลาการ โดยกำหนดให้ข้อพิพาทใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากหรือเกี่ยวข้องกับสัญญา ต้องเสนอให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด ข้อตกลงดังกล่าวเป็นวิธีระงับข้อพิพาทอย่างหนึ่งที่คู่กรณีตกลงให้บุคคลที่ไม่ใช่ตุลาการทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแทนตุลาการในศาล ไม่ขัดต่อกฎหมายไทย และมีลักษณะเป็นสัญญาอนุญาโตตุลาการตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 11

เมื่อการให้กู้ยืมเงินเพื่อซื้อที่ดินและบ้านเกิดจากสวัสดิการการทำงานตามสัญญา ข้อพิพาทเรื่องหนี้เงินกู้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเกี่ยวข้องกับสัญญาดังกล่าว โจทก์ต้องเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ภายใต้กฎของ LCIA ชี้ขาดก่อน ตามข้อสัญญาและตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 11 และมาตรา 14 วรรคหนึ่ง

แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำคำร้องยื่นต่อศาลให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 14 แต่จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การโต้แย้งไว้แล้วว่า โจทก์ฟ้องคดีโดยไม่ดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ประสงค์ให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งจำหน่ายคดี และเมื่อศาลชั้นต้นได้พิจารณาสืบพยานในเรื่องดังกล่าวแล้ว ถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้ทำการไต่สวนตามมาตรา 14 แล้ว

ส่วนจำเลยที่ 2 แม้ไม่ได้เป็นคู่สัญญาในสัญญาพิพาท จึงไม่อาจอาศัยข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการเพื่อขอจำหน่ายคดีได้โดยตรง แต่เมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในหนี้เงินกู้เพื่อซื้อที่ดินและบ้านอันเป็นที่อยู่อาศัยร่วมกันของจำเลยทั้งสอง และผลคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการย่อมกระทบโดยตรงต่อความรับผิดของจำเลยที่ 2 ศาลจึงเห็นสมควรจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 เพื่อรอฟังผลคำชี้ขาดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ก่อน

อ้างอิง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9161/2568
แหล่งที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

คำค้นที่เกี่ยวข้อง: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9161/2568, อนุญาโตตุลาการ, สัญญาอนุญาโตตุลาการ, เขตอำนาจศาล, อำนาจฟ้อง, จำหน่ายคดี, พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 11, พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14, ป.วิ.พ. มาตรา 4, ข้อพิพาทตามสัญญา, ฟ้องศาลก่อนอนุญาโตตุลาการ, คดีแพ่ง, กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง, ฎีกาศึกษา

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า