สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 884-885/2527
เรื่อง
พินัยกรรมเขียนเองในสมุดบันทึกหรือไดอารี่ เมื่อต้นฉบับนำมาแสดงไม่ได้ เหลือเพียงสำเนาภาพถ่าย ศาลรับฟังได้หรือไม่
ประเด็นข้อกฎหมาย
คดีนี้มีประเด็นข้อกฎหมายสำคัญว่า
ผู้ตายเขียนพินัยกรรมด้วยตนเองและลงชื่อไว้ในสมุดบันทึกหรือไดอารี่ ต่อมาต้นฉบับสมุดบันทึกนำมาแสดงต่อศาลไม่ได้ เหลือเพียงสำเนาภาพถ่ายพินัยกรรมและพยานบุคคล ศาลจะรับฟังได้หรือไม่
และหากรับฟังสำเนาเอกสารได้ ศาลจะฟังได้หรือไม่ว่า ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมไว้จริง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1657 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93(2)
ข้อเท็จจริง
ผู้ตายเขียนพินัยกรรมด้วยตนเองและลงชื่อไว้ในสมุดบันทึกหรือไดอารี่ แล้วมอบสมุดบันทึกนั้นให้ น. ซึ่งเป็นหลานเก็บรักษาไว้
ต่อมาผู้ตายขอสมุดบันทึกกลับคืนไป โดยอ้างว่า ผู้ร้องซึ่งเป็นภริยาไม่พอใจที่มอบให้หลานเป็นผู้เก็บรักษาสมุดบันทึก
ผู้คัดค้านกับ น. จึงถ่ายภาพพินัยกรรมและบันทึกข้อความในสมุดไว้ แล้วคืนสมุดให้ผู้ตาย
ภายหลังเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับการเป็นผู้จัดการมรดก ผู้คัดค้านนำสำเนาภาพถ่ายพินัยกรรมมาอ้าง แต่ไม่สามารถนำต้นฉบับสมุดบันทึกมาแสดงต่อศาลได้
ผู้ร้องโต้แย้งว่า ผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ และพินัยกรรมที่นำมาอ้างเป็นเพียงสำเนาเอกสาร จึงรับฟังไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 884-885/2527 วินิจฉัยวางหลักว่า
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านทั้งสองและพยานเบิกความประกอบกันว่า ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมไว้ตามภาพถ่ายเอกสาร โดยเขียนพินัยกรรมด้วยตนเองและลงชื่อไว้ในสมุดบันทึกหรือไดอารี่
ศาลฎีกาพิจารณาภาพถ่ายเอกสารทั้งหมด 28 หน้า เห็นว่า หน้าที่ 24 และ 25 เป็นข้อความพินัยกรรม และมีลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรม ส่วนหน้าอื่น ๆ เป็นบันทึกข้อความเรื่องต่าง ๆ ของผู้ตาย เช่น เรื่องเช็ค เงินฝาก สัญญากู้ และบันทึกธุรกรรมอื่น
ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อความหน้าที่เป็นพินัยกรรมกับบันทึกหน้าอื่น ๆ ทุกหน้าเป็นลายมือของบุคคลคนเดียวกัน และลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมกับลายมือชื่อในหน้าอื่น ๆ ก็เป็นลายมือชื่อของบุคคลเดียวกัน
หากผู้คัดค้านจะสร้างหลักฐานปลอมขึ้น ก็ควรจะนำมาเพียงพินัยกรรมเท่านั้น ไม่ควรมีบันทึกเรื่องอื่น ๆ จำนวนมากประกอบอยู่ด้วย
นอกจากนี้ยังมีพยานบุคคลเบิกความยืนยันข้อความในบันทึกบางส่วนว่าเป็นข้อความที่ถูกต้องแท้จริง และผู้เชี่ยวชาญการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อของกองพิสูจน์หลักฐาน กรมตำรวจ ตรวจเปรียบเทียบลายมือชื่อแล้วลงความเห็นว่า น่าจะเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน
ศาลฎีกาจึงรับฟังได้ว่า ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมไว้จริง
ส่วนประเด็นเรื่องสำเนาเอกสาร ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านไม่สามารถนำต้นฉบับเอกสารมาแสดงต่อศาลได้ เพราะผู้ทำพินัยกรรมขอต้นฉบับกลับคืนไป ผู้คัดค้านจึงถ่ายภาพเอกสารไว้
ต้นฉบับเอกสารน่าจะอยู่ที่ผู้ร้อง แต่ผู้ร้องปฏิเสธว่าไม่มีต้นฉบับอยู่ที่ตน
เมื่อศาลอนุญาตให้นำสำเนาเอกสารและพยานบุคคลมาสืบ และผู้คัดค้านได้สืบถึงที่มาของเอกสารแล้ว สำเนาเอกสารจึงรับฟังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93(2)
ผลคดี
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านทั้งสองร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และให้ยกคำร้องของผู้ร้องในสำนวนแรก
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาพิพากษายืน
ให้ผู้ร้องใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาสำนวนละ 1,500 บาทแทนผู้คัดค้านทั้งสอง
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1657
ว่าด้วยพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ ซึ่งผู้ทำพินัยกรรมต้องเขียนด้วยมือตนเองทั้งหมด รวมทั้งข้อความ วัน เดือน ปี และลายมือชื่อของตน
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93(2)
ว่าด้วยกรณีที่ไม่สามารถนำต้นฉบับเอกสารมาแสดงได้ ศาลอาจอนุญาตให้นำสำเนาเอกสารหรือพยานบุคคลมาสืบได้
ฎีกาย่อ
อ้างอิง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 884-885/2527
แหล่งที่มา: เนติบัณฑิตยสภา