ฎีกาที่ 5699/2568

สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5699/2568

เรื่อง

ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมหลายคน หากคนหนึ่งถอนตัว คนที่เหลือมีอำนาจจัดการมรดกต่อไปเพียงลำพังได้หรือไม่

ประเด็นข้อกฎหมาย

กรณีพินัยกรรมกำหนดให้บุคคล 2 คนร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดก แต่มีข้อกำหนดว่า

“ยกเว้นคนหนึ่งคนใดสละสิทธิหรือขอถอนตัวการเป็นผู้จัดการมรดก”

ต่อมาศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้จัดการมรดกคนหนึ่งถอนตัว มีปัญหาว่า

ผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่เพียงคนเดียว ยังมีอำนาจจัดการมรดกของผู้ตายต่อไปโดยลำพังได้หรือไม่


ข้อเท็จจริง

ผู้ร้องทั้งสองร่วมกันยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของนาย จ. ผู้ตาย ตามพินัยกรรม

พินัยกรรมมีข้อกำหนดสำคัญว่า

“เมื่อข้าพเจ้าถึงแก่กรรมลง หากมีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก ข้าพเจ้ามีเจตนาประสงค์ที่จะให้นาย ว. และนาง พ. ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของข้าพเจ้าได้ตามกฎหมาย ยกเว้นคนหนึ่งคนใดสละสิทธิหรือขอถอนตัวการเป็นผู้จัดการมรดก”

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันของผู้ตาย และให้ยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสี่ ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืน และศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้คัดค้านทั้งสี่ฎีกา คดีถึงที่สุดแล้ว

ภายหลัง ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องขอถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดก โดยอ้างว่าได้ร่วมจัดการมรดกมาหลายครั้งแล้ว ทรัพย์มรดกบางส่วนตกลงแบ่งปันแก่ทายาทได้แล้ว แต่ยังมีทรัพย์มรดกอีกหลายรายการที่ยังไม่สามารถตกลงแบ่งปันได้ อีกทั้งผู้ร้องที่ 1 มีอายุมาก มีโรคประจำตัวหลายโรค และมีภารกิจส่วนตัวจำนวนมาก จึงไม่อาจทำหน้าที่ร่วมกับผู้ร้องที่ 2 ต่อไปได้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 1 ถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดก แต่ได้บันทึกในรายงานกระบวนพิจารณาว่า เมื่อผู้ร้องที่ 1 ถอนตัวแล้ว ผู้ร้องที่ 2 ไม่มีอำนาจเป็นผู้จัดการมรดกเพียงลำพังของผู้ตายอีกต่อไป

ผู้ร้องที่ 2 จึงยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนข้อความดังกล่าว โดยเห็นว่าตนยังมีอำนาจจัดการมรดกของผู้ตายต่อไปได้โดยลำพัง


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5699/2568 วินิจฉัยวางหลักว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำชี้แจงของศาลชั้นต้นในรายงานกระบวนพิจารณาว่า ผู้ร้องที่ 2 ไม่มีอำนาจจัดการมรดกเพียงลำพัง มิใช่เป็นเพียงคำชี้แจงทั่วไป แต่เป็นการวินิจฉัยปัญหาโดยตรงว่า ผู้ร้องที่ 2 มีหรือไม่มีอำนาจจัดการมรดกแต่ผู้เดียว

เมื่อคำวินิจฉัยดังกล่าวกระทบถึงสิทธิของคู่ความ ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาได้

ในประเด็นอำนาจของผู้จัดการมรดก ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พินัยกรรมของผู้ตายมีข้อกำหนดให้ผู้ร้องทั้งสองร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดก แต่มีข้อยกเว้นว่า หากคนหนึ่งคนใดสละสิทธิหรือขอถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดก ย่อมแสดงเจตนาของเจ้ามรดกว่า หากเหลือผู้จัดการมรดกอยู่เพียงคนเดียว ผู้ที่เหลืออยู่ยังมีสิทธิจัดการมรดกต่อไปได้โดยลำพัง

เมื่อศาลอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 1 ถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดกแล้ว จึงคงเหลือผู้ร้องที่ 2 เพียงผู้เดียว ผู้ร้องที่ 2 ย่อมมีอำนาจจัดการมรดกของผู้ตายต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม การมีอำนาจจัดการมรดกเพียงผู้เดียว มิได้หมายความว่าผู้ร้องที่ 2 จะจัดการมรดกตามอำเภอใจได้ แต่ต้องจัดการตามสิทธิของทายาท ข้อกำหนดแห่งพินัยกรรม และกฎหมาย หากไม่จัดการตามหน้าที่ ผู้มีส่วนได้เสียย่อมมีสิทธิฟ้องผู้จัดการมรดกต่อศาลได้


ผลคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้องที่ 2

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาพิพากษากลับ

ให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ระบุในรูปคำชี้แจงว่า เมื่อศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องที่ 1 ถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแล้ว ผู้ร้องที่ 2 ไม่มีอำนาจในการเป็นผู้จัดการมรดกเพียงลำพังของผู้ตายอีกต่อไป

โดยให้เป็นว่า

ให้ผู้ร้องที่ 2 มีอำนาจเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ให้เป็นไปตามพินัยกรรมและกฎหมายต่อไปเพียงลำพังได้

ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ


กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1715

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142


ฎีกาย่อ

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 1 ถอนตนออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ตั้งผู้ร้องทั้งสองร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยบันทึกแจ้งในรายงานกระบวนพิจารณาวันเดียวกันว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องที่ 1 ถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแล้ว ผู้ร้องที่ 2 ก็ไม่มีอำนาจในการเป็นผู้จัดการมรดกเพียงลำพังของผู้ตายอีกต่อไป เมื่อผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 คัดค้านคำร้องของผู้ร้องที่ 1 ที่ขอถอนตัวออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกในวันนัดพร้อมไว้แล้วว่า ผู้ร้องที่ 2 ไม่มีอำนาจหรือไม่ควรมีอำนาจจัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียว ผู้ร้องที่ 2 ได้แถลงว่าตนมีอำนาจแต่เพียงผู้เดียว ปัญหาว่าผู้ร้องที่ 2 มีอำนาจจัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียวหรือไม่ จึงเป็นประเด็นข้อพิพาทโดยตรงในชั้นจัดการมรดกที่เหลือผู้จัดการมรดกเพียงผู้เดียว และเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะวินิจฉัยสั่ง หากคำสั่งดังกล่าวกระทบถึงสิทธิของคู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นก็ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาได้ คำชี้แจงของศาลชั้นต้นในรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าว จึงเป็นการวินิจฉัยปัญหาว่าผู้ร้องที่ 2 มีหรือไม่มีอำนาจจัดการมรดกแต่ผู้เดียว ผู้ร้องที่ 2 ไม่เห็นด้วยย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาได้

ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกตามเจตนารมณ์ของผู้ตายโดยพินัยกรรมที่ระบุให้ผู้ร้องทั้งสองร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดก ยกเว้นคนหนึ่งคนใดสละสิทธิหรือขอถอนตัวการเป็นผู้จัดการมรดก อันมีความหมายว่า คนใดคนหนึ่งสละสิทธิหรือขอถอนตัว เจตนาของเจ้ามรดกให้ผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่จัดการมรดกแต่โดยลำพังต่อไปได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1715 เมื่อศาลอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 1 ถอนตัวออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย คงเหลือผู้ร้องที่ 2 แต่ผู้เดียว ย่อมมีอำนาจจัดการมรดกของผู้ตายต่อไปได้


อ้างอิง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5699/2568


คำค้นที่เกี่ยวข้อง

ผู้จัดการมรดก, ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม, ผู้จัดการมรดกหลายคน, ผู้จัดการมรดกถอนตัว, ผู้จัดการมรดกคนเดียว, อำนาจผู้จัดการมรดก, พินัยกรรม, ข้อกำหนดในพินัยกรรม, เจตนารมณ์ของผู้ตาย, ทายาท, มรดก, คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5699/2568, ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1715, ฎีกาศึกษา

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า