สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8184/2568
ประเด็นข้อกฎหมาย
- ที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้จับจอง แต่ยังไม่ได้รับคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำประโยชน์แล้ว จะตกทอดแก่ผู้รับพินัยกรรมได้หรือไม่
- การทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทมีใบจองให้แก่โจทก์ เป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมายหรือไม่
- ใบจองเป็นเอกสารสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์เกี่ยวกับที่ดินหรือไม่
- ระหว่างโจทก์กับจำเลย ฝ่ายใดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท
ข้อเท็จจริง
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามใบจอง (น.ส. 2) เลขที่ 999 โดยได้รับการยกให้ตามพินัยกรรมจากนาย ผ. แต่จำเลยเข้ามาล้อมรั้วในที่ดินดังกล่าว ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนรั้วออกจากที่ดินของโจทก์ภายใน 15 วันนับแต่วันที่มีคำพิพากษา หากจำเลยเพิกเฉย ให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการโดยจำเลยเสียค่าใช้จ่าย
จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า นาย ว. บิดาของจำเลยเข้าครอบครองที่ดินตามฟ้องตั้งแต่ปี 2527 และเมื่อปี 2539 นาย ว. ฟ้องขับไล่นาย ผ. ซึ่งขออยู่อาศัยในที่ดิน แล้วทำสัญญาประนีประนอมยอมความแบ่งการครอบครองที่ดินกัน เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 22/2541 ของศาลชั้นต้น
เมื่อนาย ว. ถึงแก่ความตาย จำเลยครอบครองทำประโยชน์ที่ดินตามฟ้องทั้งแปลงโดยสงบ เปิดเผย และเจตนาเป็นเจ้าของ นาย ผ. นำที่ดินไปออกใบจองโดยไม่มีสิทธิ และโจทก์สร้างทางเดินในที่ดินโดยไม่มีสิทธิ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง และบังคับให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายสิ่งของออกจากที่ดิน ห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดิน
โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า คดีที่บิดาของจำเลยฟ้องขับไล่นาย ผ. ไม่ใช่ที่ดินในคดีนี้ ขอให้ยกฟ้องแย้ง
ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2510 รัฐออกใบจอง (น.ส. 2) เลขที่ 999 ให้แก่นาย ผ. แล้วนาย ผ. ทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทตามใบจองดังกล่าวให้แก่โจทก์ ต่อมาเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2565 โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทในฐานะผู้รับพินัยกรรม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8184/2568 วินิจฉัยวางหลักว่า
ที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้จับจอง แต่ยังไม่ได้รับคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำประโยชน์แล้ว ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 8 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้ได้รับอนุญาตจะโอนไปไม่ได้ เว้นแต่จะตกทอดโดยทางมรดก
คำว่า “ตกทอดโดยทางมรดก” ย่อมหมายถึงทั้งทายาทโดยธรรมและผู้รับพินัยกรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1603
การที่นาย ผ. ทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทมีใบจองให้แก่โจทก์ โจทก์ในฐานะผู้รับพินัยกรรมมีอำนาจฟ้องเป็นคดีนี้ มิใช่เป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมาย และมิใช่นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายอันจะตกเป็นโมฆะ
ส่วนปัญหาว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ใบจองเป็นหนังสือแสดงการยอมให้เข้าครอบครองที่ดินของรัฐชั่วคราว ไม่ใช่เอกสารสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์เกี่ยวกับที่ดิน ที่ดินพิพาทมีใบจองจึงเป็นที่ดินมือเปล่า
ระหว่างโจทก์กับจำเลย หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าฝ่ายใดเป็นผู้ยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ผู้นั้นย่อมได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367
เมื่อข้อเท็จจริงรับกันว่า จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนที่ระบายสีเขียวในแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.ล.1 เนื้อที่ประมาณ 32 ตารางวา จำเลยจึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทส่วนที่ระบายสีเขียว และมีสิทธิห้ามไม่ให้โจทก์และบริวารรบกวนการครอบครองที่ดินของจำเลย
แต่สำหรับที่ดินพิพาทส่วนอื่น จำเลยนำสืบไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนอื่นนอกจากส่วนที่ระบายสีเขียวในแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.ล.1 จำเลยจึงไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทส่วนดังกล่าว
ส่วนที่จำเลยฟ้องแย้งขอให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายสิ่งของออกจากที่ดินพิพาทนั้น จำเลยไม่ได้นำสืบแสดงให้เห็นว่าโจทก์ไปปลูกสร้างสิ่งใดในบริเวณใดของที่ดินพิพาท จึงไม่อาจบังคับตามคำขอนี้ได้
ผลคดี
ศาลชั้นต้น
พิพากษายกฟ้องและฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5
พิพากษายืน
ศาลฎีกา
พิพากษาแก้เป็นว่า ห้ามโจทก์และบริวารรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทส่วนที่ระบายสีเขียวในแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.ล.1 นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 8 วรรคสอง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1603
ฎีกาย่อ
ที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้จับจองแต่ยังไม่ได้รับคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำประโยชน์แล้ว ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 8 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้ได้รับอนุญาตจะโอนไปไม่ได้ เว้นแต่จะตกทอดโดยทางมรดก ย่อมหมายถึงทายาทโดยธรรมและผู้รับพินัยกรรม การที่นาย ผ. ทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทมีใบจองให้แก่โจทก์ โจทก์ในฐานะผู้รับพินัยกรรมมีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยรื้อถอนรั้วออกจากที่ดินพิพาท มิใช่เป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมายโดยมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายอันจะตกเป็นโมฆะ
ใบจองเป็นหนังสือแสดงการยอมให้เข้าครอบครองที่ดินของรัฐชั่วคราว ไม่ใช่เอกสารสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์เกี่ยวกับที่ดิน ที่ดินพิพาทมีใบจองจึงเป็นที่ดินมือเปล่า ระหว่างโจทก์กับจำเลยฝ่ายใดเป็นผู้ยึดถือครอบครองทำประโยชน์ ผู้นั้นย่อมได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367
อ้างอิง: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8184/2568
คำค้นที่เกี่ยวข้อง: ที่ดินตามใบจอง, ใบจอง น.ส. 2, ที่ดินมือเปล่า, สิทธิครอบครอง, ผู้รับพินัยกรรม, ตกทอดโดยทางมรดก, พินัยกรรมที่ดินใบจอง, รื้อถอนรั้ว, ฟ้องแย้งที่ดิน, พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8, ป.พ.พ. มาตรา 1367, ป.พ.พ. มาตรา 1603, คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8184/2568, ฎีกาศึกษา