สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8560/2568
ประเด็นข้อกฎหมาย
เมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของลูกหนี้ แต่ต่อมาศาลมีคำสั่งเพิกถอนการยึด และยังไม่มีการขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินนั้น เจ้าหนี้ผู้ขอบังคับคดีต้องเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีกรณียึดทรัพย์แล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายหรือไม่
โดยเฉพาะเมื่อระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 33) พ.ศ. 2568 ใช้บังคับแล้ว และตาราง 5 ใหม่ไม่ได้บัญญัติค่าธรรมเนียมกรณีดังกล่าวไว้อีก
ข้อเท็จจริง
คดีนี้เริ่มจากคดีเช่าซื้อรถยนต์
โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเกี่ยวกับสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน พร้อมค่าเสียหาย ค่าขาดประโยชน์ ดอกเบี้ย ค่าทนายความ และค่าฤชาธรรมเนียม
เมื่อจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 เพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา
ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวถูกยึดไว้ในคดีอื่นมาก่อนแล้ว การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์แปลงเดียวกันอีก จึงเป็นการยึดซ้ำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการยึด และให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึด
ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแปลงดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการบังคับคดีในคดีอื่นมาก่อน และมีการขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองแล้ว ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจำนองได้รับชำระหนี้จากราคาขายครบถ้วนแล้ว
ศาลชั้นต้นเห็นว่า การยึดทรัพย์ของโจทก์ในคดีนี้เป็นการยึดซ้ำ จึงมีคำสั่งเพิกถอนการยึด และให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดกรณียึดทรัพย์แล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย
โจทก์อุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน
โจทก์ฎีกาในประเด็นว่า โจทก์ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีกรณียึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8560/2568 วินิจฉัยว่า
ในชั้นฎีกา ประเด็นเรื่องการเพิกถอนการยึดทรัพย์เป็นอันยุติแล้ว ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยจึงเหลือเพียงว่า โจทก์ต้องเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีกรณียึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายหรือไม่
ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 33) พ.ศ. 2568 มีผลใช้บังคับแล้ว
มาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ยกเลิกตาราง 5 ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเดิม และให้ใช้ตาราง 5 ใหม่แทน
ตาราง 5 ใหม่มิได้บัญญัติความรับผิดค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีในกรณียึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายไว้ดังเช่นกฎหมายเดิม
ปัญหานี้เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7
ดังนั้น โจทก์ไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดกรณียึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย
ผลคดี
ศาลฎีกาพิพากษาแก้ว่า โจทก์ไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดกรณียึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย
นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
สรุป
คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักว่า เมื่อกฎหมายใหม่ยกเลิกค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีกรณียึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายแล้ว เจ้าหนี้ผู้ขอบังคับคดีจึงไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดในกรณีดังกล่าว
แม้ศาลล่างจะให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมตามตาราง 5 เดิม แต่เมื่อระหว่างพิจารณาฎีกามีกฎหมายใหม่ใช้บังคับ และเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงยกขึ้นวินิจฉัยเองได้
หลักสำคัญของคดีนี้คือ การบังคับคดีต้องพิจารณาตารางค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ใช้บังคับในขณะวินิจฉัยด้วย หากกฎหมายใหม่ไม่บัญญัติให้เรียกค่าธรรมเนียมกรณียึดทรัพย์แล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย เจ้าหนี้ผู้ขอบังคับคดีก็ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในส่วนนั้น
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 142 (5)
มาตรา 153
มาตรา 153/1
ตาราง 5 ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 33) พ.ศ. 2568
มาตรา 3
พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551
มาตรา 7
ฎีกาย่อ
ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 33) พ.ศ. 2568 มีผลใช้บังคับแล้ว และมาตรา 3 ให้ยกเลิกตาราง 5 ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเดิม และให้ใช้ตาราง 5 ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีท้ายพระราชบัญญัตินี้แทน โดยตาราง 5 ท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติความรับผิดค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีในกรณียึดหรืออายัดเงินหรืออายัดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายไว้ดังเช่นกฎหมายเดิม โจทก์จึงไม่มีความรับผิดต้องชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีในกรณีดังกล่าวอีก
อ้างอิง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8560/2568