ฎีกาที่ 3817/2568

#ฎีกาศึกษา #ทนายความ
สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3817/2568
เรื่อง ไม่ได้เข้าไปในที่ดิน แต่ปิดทางเข้าออก ทำให้เจ้าของเข้าออกไม่ได้ เป็นบุกรุกหรือไม่
ประเด็นข้อกฎหมาย

แม้จำเลยไม่ได้เข้าไปในตัวที่ดินของโจทก์โดยตรง แต่จำเลยร่วมกันปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนามบริเวณแนวทางหลวงชนบทด้านหน้าที่ดินของโจทก์ จนทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออกที่ดินของตนได้ การกระทำดังกล่าวจะถือว่าเป็นการบุกรุกอสังหาริมทรัพย์หรือไม่

อีกประเด็นหนึ่งคือ แม้ความผิดบางส่วนจะต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกา แต่หากเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจะมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้หรือไม่

ข้อเท็จจริง

โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงพิพาทตามคำพิพากษาคดีแพ่ง และมีการบังคับคดีส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่โจทก์แล้ว

ที่ดินของโจทก์ด้านทิศเหนือจดทางหลวงชนบท ซึ่งเป็นทางเข้าออกที่ดินของโจทก์

ต่อมา จำเลยทั้งสองร่วมกันนำเสาคอนกรีตไปปักและล้อมลวดหนามตลอดแนวด้านทิศเหนือของที่ดินโจทก์ บริเวณที่ติดกับทางหลวงชนบท ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออกที่ดินของตนได้

จำเลยต่อสู้ว่า จำเลยไม่ได้เข้าไปในที่ดินของโจทก์ การกระทำจึงไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในคดีส่วนอาญา โจทก์ฎีกา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3817/2568 วินิจฉัยว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยทั้งสองไม่ได้เข้าไปในที่ดินของโจทก์โดยตรง แต่การร่วมกันปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนามในบริเวณที่ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออกที่ดินของตนได้ ถือว่าเป็นการล่วงล้ำเข้าไปในอำนาจการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์แล้ว

การกระทำดังกล่าวเป็นการรบกวนการครอบครองของโจทก์โดยปกติสุข จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานบุกรุก

ศาลฎีกายังวินิจฉัยว่า แม้ความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 83 จะต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 แต่การปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ให้ถูกต้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ โดยไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษ

ผลคดี

ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า

จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362 และมาตรา 83

ลงโทษจำคุกคนละ 6 เดือน

ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78

คงจำคุกคนละ 4 เดือน

ฎีกาย่อ

จำเลยทั้งสองร่วมกันปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนามในที่ดินของทางหลวงชนบทตลอดแนวด้านทิศเหนือของที่ดินโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออกที่ดินของโจทก์ได้ ถึงแม้จำเลยทั้งสองไม่ได้เข้าไปในที่ดินของโจทก์ก็ตาม ก็ถือได้ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการล่วงล้ำเข้าไปในอำนาจการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์แล้ว อันเป็นการรบกวนการครอบครองของโจทก์โดยปกติสุข จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานบุกรุก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 83, 362

แม้ความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 83 ต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 แต่การปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นเพื่อปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ให้ถูกต้องได้ โดยไม่เพิ่มเติมโทษตามมาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 83
มาตรา 362
มาตรา 365 (2)
มาตรา 78

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 195 วรรคสอง
มาตรา 212
มาตรา 220
มาตรา 225

สรุป

คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักว่า หากจำเลยปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนามปิดทางเข้าออกที่ดิน จนทำให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองไม่สามารถเข้าออกที่ดินของตนได้ แม้จำเลยจะไม่ได้เข้าไปในตัวที่ดินโดยตรง ก็อาจเป็นความผิดฐานบุกรุกได้

เพราะสาระสำคัญอยู่ที่การรบกวนอำนาจการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหาย ไม่ใช่ดูเพียงว่าจำเลยเหยียบเข้าไปในเขตที่ดินหรือไม่

อ้างอิง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3817/2568

คำค้นที่เกี่ยวข้อง: บุกรุกอสังหาริมทรัพย์, ปิดทางเข้าออก, ปักเสาคอนกรีต, ล้อมลวดหนาม, รบกวนการครอบครอง, อำนาจการครอบครอง, ความผิดฐานบุกรุก, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365, คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3817/2568

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า