สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6631/2568
เรื่อง
แปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ ทำจำนองใหม่กับเจ้าหนี้รายใหม่ ต้องมีหนังสือบอกกล่าวโอนสิทธิเรียกร้องอีกหรือไม่
ประเด็นข้อกฎหมาย
คดีนี้มีประเด็นข้อกฎหมายสำคัญว่า
เมื่อลูกหนี้เดิมกู้ยืมเงินจากบุคคลหนึ่ง ต่อมามีการนำเงินต้นและดอกเบี้ยค้างชำระมารวมกันเป็นเงินต้น แล้วทำสัญญาใหม่ โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้จากบุคคลเดิมมาเป็นบริษัทโจทก์ พร้อมจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองเดิมและจดทะเบียนจำนองใหม่ไว้แก่บริษัทโจทก์
กรณีนี้ถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้หรือไม่
และเมื่อจำเลยทำสัญญาจำนองกับเจ้าหนี้รายใหม่โดยตรงแล้ว ยังต้องมีคำบอกกล่าวเป็นหนังสือหรือความยินยอมเป็นหนังสือแยกต่างหากตามหลักโอนสิทธิเรียกร้องอีกหรือไม่
ข้อเท็จจริง
เดิมจำเลยกู้ยืมเงินจาก พ. ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทโจทก์
ต่อมามีการนำเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชำระมารวมกันเป็นเงินต้น แล้วทำสัญญาใหม่ โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้จาก พ. มาเป็นบริษัทโจทก์
ในการทำสัญญาใหม่นั้น มีการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินที่จำเลยเคยจดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกันหนี้ต่อ พ.
จากนั้นจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงเดิมไว้เป็นประกันหนี้ต่อบริษัทโจทก์ โดยใช้สัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน
จำเลยต่อสู้ว่า จำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินจากโจทก์ และการโอนหนี้ระหว่าง พ. กับโจทก์เป็นการโอนหนี้อันพึงต้องชำระแก่เจ้าหนี้คนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง แต่ พ. และโจทก์ไม่ได้มีคำบอกกล่าวเป็นหนังสือ หรือได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากจำเลย
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 527,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินจำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์
จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6631/2568 วินิจฉัยว่า
ศาลฎีกาเห็นว่า เดิมจำเลยกู้ยืมเงินจาก พ. กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ ต่อมามีการนำเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชำระรวมกันเป็นเงินต้น และทำสัญญาใหม่เปลี่ยนตัวเจ้าหนี้จาก พ. เป็นโจทก์
การตกลงดังกล่าวมีการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินที่จำเลยจดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกันหนี้ต่อ พ. และจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวไว้เป็นประกันหนี้ต่อโจทก์ โดยใช้สัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน
กรณีจึงถือได้ว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ ซึ่งกฎหมายให้บังคับด้วยบทบัญญัติทั้งหลายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยโอนสิทธิเรียกร้อง ตามมาตรา 349 วรรคสาม
อย่างไรก็ตาม จำเลยให้การต่อสู้เพียงว่า จำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์ และการโอนหนี้ระหว่าง พ. กับโจทก์ไม่มีคำบอกกล่าวเป็นหนังสือหรือความยินยอมเป็นหนังสือจากจำเลย
แต่จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ว่า การโอนหนี้ระหว่าง พ. กับโจทก์ไม่ได้ทำเป็นหนังสือ จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องการโอนหนี้ไม่ได้ทำเป็นหนังสืออันจะทำให้การโอนไม่สมบูรณ์ตามมาตรา 306 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 349 วรรคสาม
นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยทำสัญญาจำนองที่ดินกับโจทก์และใช้สัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยกับโจทก์ โดยจำเลยลงชื่อในฐานะผู้จำนอง และลงชื่อในช่องผู้รับจำนองในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์
ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่า จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ได้ตกลงทำสัญญาจำนองกับโจทก์โดยตรง และจำเลยยินยอมให้เปลี่ยนตัวเจ้าหนี้จาก พ. มาเป็นโจทก์แล้ว
ดังนั้น การทำสัญญาจำนองจึงไม่ใช่การโอนสิทธิเรียกร้องที่จะต้องมีการทำเป็นหนังสือ หรือทำคำบอกกล่าว หรือความยินยอมเป็นหนังสืออีกต่างหาก
เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ย และโจทก์มีหนังสือทวงถามกับบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว จำเลยเพิกเฉย จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญา ต้องรับผิดชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
ผลคดี
ศาลฎีกาพิพากษากลับ
ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กล่าวคือ ให้จำเลยชำระเงิน 527,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินจำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์
ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
ฎีกาย่อ
เดิมจำเลยกู้ยืมเงินจาก พ. กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทโจทก์ ต่อมามีการนำเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชำระรวมกันเป็นเงินต้น และทำสัญญาใหม่เปลี่ยนตัวเจ้าหนี้จาก พ. เป็นโจทก์ โดยมีการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินที่จำเลยจดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกันหนี้ต่อ พ. และจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวไว้เป็นประกันหนี้ต่อโจทก์ โดยใช้สัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน ถือได้ว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ ซึ่งกฎหมายให้บังคับด้วยบทบัญญัติทั้งหลายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยโอนสิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 วรรคสาม
จำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์ การโอนหนี้ระหว่าง พ. กับโจทก์เป็นการโอนหนี้อันพึงต้องชำระแก่เจ้าหนี้คนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง แต่ พ. และโจทก์มิได้มีคำบอกกล่าวเป็นหนังสือหรือได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากจำเลย โดยจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ว่า การโอนหนี้ระหว่าง พ. กับโจทก์ไม่ได้ทำเป็นหนังสือจึงไม่สมบูรณ์ คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องการโอนหนี้ระหว่าง พ. กับโจทก์ไม่ได้ทำเป็นหนังสืออันจะทำให้การโอนหนี้ไม่สมบูรณ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 349 วรรคสาม
พ. ในฐานะส่วนตัว บริษัทโจทก์โดย พ. ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ และจำเลยตกลงกันให้นำมูลหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยค้างชำระที่จำเลยเป็นลูกหนี้ พ. ตามสัญญาจำนองที่ใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยกับ พ. เป็นเงินต้นตามสัญญาจำนองที่ใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยกับโจทก์ ดังนี้ มูลหนี้ตามสัญญาจำนองที่ใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยกับโจทก์ชอบด้วยกฎหมาย และถือได้ว่าจำเลยได้รับเงินกู้ไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว สัญญาจำนองที่ใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยกับโจทก์เป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ มีผลบังคับตามกฎหมาย
จำเลยทำสัญญาจำนองที่ดินกับโจทก์และใช้สัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืม โดยจำเลยลงชื่อในฐานะผู้จำนองและลงชื่อในช่องผู้รับจำนองในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ แสดงว่าจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ได้ตกลงทำสัญญาจำนองกับโจทก์โดยตรง โดยจำเลยยินยอมให้เปลี่ยนตัวเจ้าหนี้จาก พ. มาเป็นโจทก์แล้ว การทำสัญญาจำนองไม่ใช่การโอนสิทธิเรียกร้องที่จะต้องมีการทำเป็นหนังสือ หรือทำคำบอกกล่าว หรือความยินยอมเป็นหนังสืออีกต่างหาก
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306, 349, 203, 204
- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142
สรุป
คดีนี้วางหลักว่า หากลูกหนี้เดิมกู้ยืมเงินจากบุคคลหนึ่ง ต่อมาลูกหนี้ตกลงทำสัญญาใหม่กับเจ้าหนี้รายใหม่โดยตรง และจดทะเบียนจำนองใหม่ไว้แก่เจ้าหนี้รายใหม่ โดยใช้สัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน กรณีถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้
เมื่อลูกหนี้ทำสัญญาจำนองกับเจ้าหนี้รายใหม่โดยตรง ย่อมแสดงว่าลูกหนี้ยินยอมให้เปลี่ยนตัวเจ้าหนี้แล้ว จึงไม่จำต้องมีคำบอกกล่าวหรือความยินยอมเป็นหนังสือแยกต่างหากอีก
อ้างอิง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6631/2568
คำค้นที่เกี่ยวข้อง
แปลงหนี้ใหม่, เปลี่ยนตัวเจ้าหนี้, โอนสิทธิเรียกร้อง, สัญญาจำนอง, กู้ยืมเงิน, จำนองเป็นประกันหนี้, มาตรา 306, มาตรา 349, ลูกหนี้ยินยอมเปลี่ยนเจ้าหนี้, คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6631/2568