ฎีกาที่ 5054/2568

ที่ดินที่ได้มาระหว่างสมรส แต่มีการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ ผู้ตาย และบุตร รวม 6 คน โดยแต่ละคนถือกรรมสิทธิ์คนละ 1 ใน 6 ส่วน จะถือว่าที่ดินเฉพาะส่วนของผู้ตายเป็นสินสมรสที่โจทก์ขอแบ่งได้ หรือเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย

อีกประเด็นหนึ่งคือ แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้ให้การไว้โดยตรงเกี่ยวกับการตกลงถือกรรมสิทธิ์รวม และการทำสัญญาระหว่างสมรส แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวปรากฏอยู่ในโฉนดที่ดินซึ่งเป็นพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบ จะถือว่าเป็นข้อที่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นหรือไม่

โจทก์เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย

ผู้ตายทำพินัยกรรมตั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดก โดยไม่มีชื่อโจทก์เป็นผู้รับพินัยกรรม

โจทก์ฟ้องขอแบ่งทรัพย์สิน 7 รายการ โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายได้มาระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสของโจทก์กับผู้ตาย

ทรัพย์สินรายการที่ 1 คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 พร้อมอาคารพาณิชย์

บริษัทจดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ ผู้ตาย และบุตรของโจทก์อีก 4 คน รวม 6 คน โดยแต่ละคนมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินเท่า ๆ กัน คือคนละ 1 ใน 6 ส่วน

โจทก์จึงขอให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่โจทก์

แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้ให้การเกี่ยวกับการตกลงถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดิน และการทำสัญญาระหว่างสมรสตกลงแบ่งทรัพย์สินให้เป็นสินส่วนตัวโดยตรง

แต่ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยที่ 1 ว่า ทรัพย์สินตามฟ้องเป็นสินสมรสของโจทก์กับผู้ตายหรือไม่

เมื่อข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการถือกรรมสิทธิ์รวมปรากฏอยู่ในโฉนดที่ดิน ซึ่งเป็นพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาท จึงถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น

สำหรับประเด็นเรื่องสินสมรสหรือสินส่วนตัว ศาลฎีกาเห็นว่า การที่โจทก์กับผู้ตายได้ที่ดินมาระหว่างสมรส โดยร่วมกับบุตรอีก 4 คน ทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับผู้ขายในวันเดียวกัน และจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ ผู้ตาย และบุตร เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินคนละ 1 ใน 6 ส่วน แสดงว่าโจทก์กับผู้ตายตกลงกันเกี่ยวกับการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินของแต่ละคนไว้อย่างชัดเจนแน่นอน

การตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่โจทก์กับผู้ตายทำไว้ต่อกันในระหว่างสมรส อันเป็นสัญญาระหว่างสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469

และมีผลให้ที่ดินส่วนของโจทก์กับผู้ตาย ซึ่งเดิมเป็นสินสมรส ได้มีการจัดการแบ่งปันให้เป็นสัดส่วน โดยต่างฝ่ายต่างยกที่ดินส่วนของตนให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่าย

ดังนั้น ที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 เฉพาะส่วนที่ผู้ตายมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ 1 ใน 6 ส่วน จึงไม่ใช่สินสมรสของโจทก์กับผู้ตาย แต่เป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (3)

โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยทั้งสอง ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย แบ่งทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง

ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนแบ่งทรัพย์ หรือแก้ไขหลักฐานทางทะเบียนให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินรายการที่ 1 กึ่งหนึ่ง

นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักว่า แม้ทรัพย์สินจะได้มาระหว่างสมรส แต่หากสามีภริยามีการตกลงเกี่ยวกับการถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินไว้อย่างชัดเจน โดยจดทะเบียนถือกรรมสิทธิ์เป็นส่วนของแต่ละคน การตกลงดังกล่าวอาจมีลักษณะเป็นสัญญาระหว่างสมรส

เมื่อมีผลเป็นการแบ่งทรัพย์สินออกเป็นส่วนของแต่ละฝ่ายแล้ว ทรัพย์สินเฉพาะส่วนของแต่ละคนย่อมเป็นสินส่วนตัวของคนนั้น

ในคดีนี้ ที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 เฉพาะส่วนที่ผู้ตายมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ 1 ใน 6 ส่วน จึงเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย ไม่ใช่สินสมรสที่โจทก์จะขอแบ่งจากจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกได้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1356, 1469, 1471 (3)

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้ให้การเกี่ยวกับการตกลงถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดิน และการทำสัญญาระหว่างสมรสตกลงแบ่งทรัพย์สินให้เป็นสินส่วนตัว ซึ่งเป็นประเด็นเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยที่ 1 ว่า ทรัพย์สินตามฟ้องเป็นสินสมรสของโจทก์กับผู้ตายหรือไม่ เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าวในโฉนดที่ดินซึ่งเป็นพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาท ย่อมถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น

ความปรากฏตามสำเนาโฉนดที่ดินว่า บริษัทจดทะเบียนโอนขายที่ดินแก่โจทก์กับผู้ตายและบุตรโจทก์ 4 คน เช่นนี้ โจทก์กับผู้ตายและบุตรทั้งสี่เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยแต่ละคนมีส่วนในที่ดินเท่ากัน คือคนละ 1 ใน 6 ส่วน และโจทก์กับผู้ตายได้ที่ดินมาระหว่างสมรส โดยร่วมกับบุตร 4 คน ทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับผู้ขายในวันเดียวกัน และจดทะเบียนใส่ชื่อทั้งโจทก์กับผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินมีส่วนเท่ากัน แสดงว่าโจทก์กับผู้ตายตกลงกันเกี่ยวกับการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินของแต่ละคนโดยชัดเจนแน่นอน มีลักษณะเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่โจทก์กับผู้ตายได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างสมรส อันเป็นสัญญาระหว่างสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 และมีผลให้ที่ดินส่วนของโจทก์กับผู้ตายซึ่งเป็นสินสมรสได้จัดการแบ่งปันให้เป็นสัดส่วน โดยต่างฝ่ายต่างยกที่ดินส่วนของตนให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่าย ที่ดินเฉพาะส่วนที่ผู้ตายมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ 1 ใน 6 ส่วน จึงไม่ใช่สินสมรสของโจทก์กับผู้ตาย แต่เป็นสินส่วนตัวของผู้ตายตามมาตรา 1471 (3) โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแบ่ง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5054/2568

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 ฉบับปัจจุบันใช้คำว่า “คู่สมรส”

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า