ประเด็นข้อกฎหมาย
คดีนี้มีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับผลของคำสั่งศาลที่ให้บุคคลเป็นคนสาบสูญ และการถอนคำสั่งดังกล่าวในภายหลัง
ประเด็นแรก คือ เมื่อศาลมีคำสั่งให้โจทก์เป็นคนสาบสูญ และมารดาของโจทก์ในฐานะทายาทได้รับโอนที่ดินพิพาทมาแล้ว จะถือว่ามารดาได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่
ประเด็นที่สอง คือ เมื่อโจทก์กลับมาแล้ว แต่ศาลยังไม่ได้ถอนคำสั่งให้โจทก์เป็นคนสาบสูญ อายุความฟ้องเรียกที่ดินคืนจะเริ่มนับตั้งแต่เมื่อใด
ข้อเท็จจริง
โจทก์หายไปจากถิ่นที่อยู่ตั้งแต่ปี 2546 ไม่ได้ติดต่อกับมารดา และไม่มีใครรู้แน่ว่าโจทก์ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ตลอดระยะเวลาห้าปี
ต่อมา มารดาของโจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์เป็นคนสาบสูญ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เป็นคนสาบสูญเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2552
หลังจากนั้น มารดาของโจทก์ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของโจทก์ และได้จดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทของโจทก์มาเป็นของตน
ต่อมาในปี 2557 โจทก์กลับมา ภายหลังเมื่อมารดาถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสองได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของมารดา
โจทก์จึงยื่นคำร้องขอให้ศาลถอนคำสั่งให้โจทก์เป็นคนสาบสูญ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งให้โจทก์เป็นคนสาบสูญเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2563
ต่อมาโจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของมารดาโอนที่ดินพิพาทคืน แต่จำเลยทั้งสองปฏิเสธ โดยอ้างว่าคดีขาดอายุความ และมารดาของโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4656/2566 วินิจฉัยว่า
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การถอนคำสั่งแสดงความสาบสูญของโจทก์ ย่อมไม่กระทบกระเทือนถึงความสมบูรณ์แห่งการทั้งหลายอันได้ทำไปโดยสุจริตในระหว่างเวลาตั้งแต่ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญจนถึงเวลาถอนคำสั่งนั้น
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 62 การที่ศาลมีคำสั่งแสดงว่าโจทก์เป็นคนสาบสูญ ถือว่าโจทก์ถึงแก่ความตายเมื่อครบกำหนดระยะเวลาห้าปีนับแต่วันที่โจทก์ได้ไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ โดยไม่มีใครรู้แน่ว่าโจทก์ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่
และโดยผลของมาตรา 1602 ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นมรดกของโจทก์ ย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทันที
เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่ามารดาของโจทก์ ซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของโจทก์ ได้กระทำไปโดยไม่สุจริต ที่ดินพิพาทย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่มารดาของโจทก์ทันที มารดาของโจทก์จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยผลของกฎหมายนับแต่นั้น
กรณีจึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์การครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ซึ่งต้องเป็นการครอบครองปรปักษ์ทรัพย์สินของผู้อื่น จำเลยที่ 2 จะอ้างว่ามารดาของโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ไม่ได้
ส่วนประเด็นอายุความ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะกลับมาเมื่อปี 2557 และทราบว่ามารดาของโจทก์ได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทไปแล้วก็ตาม แต่ตราบใดที่ศาลยังมิได้มีคำสั่งถอนคำสั่งให้โจทก์เป็นคนสาบสูญ ก็ต้องถือว่าโจทก์ยังเป็นบุคคลที่ถึงแก่ความตาย ไม่อาจใช้สิทธิใด ๆ ตามกฎหมายได้
เมื่อศาลมีคำสั่งถอนคำสั่งให้โจทก์เป็นคนสาบสูญเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2563 ซึ่งมีผลทำให้โจทก์กลับเป็นบุคคลผู้มีสิทธิตามกฎหมาย รวมทั้งสิทธิในการใช้สิทธิทางศาลได้ดังเดิม จึงต้องถือว่าวันดังกล่าวเป็นวันที่โจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกที่ดินพิพาทคืน
อายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 จึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2563
เมื่อโจทก์ฟ้องคดีวันที่ 22 มิถุนายน 2563 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ
ผลคดี
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนและส่งมอบที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
ศาลอุทธรณ์ภาคพิพากษายืน
ศาลฎีกาพิพากษายืน
สรุป
คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า เมื่อศาลมีคำสั่งให้บุคคลเป็นคนสาบสูญ กฎหมายถือว่าบุคคลนั้นถึงแก่ความตาย และทรัพย์สินย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรม
หากทายาทรับโอนทรัพย์มรดกโดยสุจริต การรับโอนดังกล่าวเป็นผลของกฎหมายมรดก ไม่ใช่การได้กรรมสิทธิ์โดยครอบครองปรปักษ์
อย่างไรก็ตาม หากภายหลังบุคคลที่ถูกสั่งให้เป็นคนสาบสูญกลับมา บุคคลนั้นยังไม่อาจใช้สิทธิทางกฎหมายได้ทันที ตราบใดที่ศาลยังไม่ได้มีคำสั่งถอนคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญ
อายุความฟ้องเรียกที่ดินคืนจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งถอนคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญ ไม่ใช่วันที่บุคคลนั้นกลับมาหรือรู้ว่าทรัพย์ถูกโอนไปแล้ว
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
- มาตรา 62
- มาตรา 63
- มาตรา 66 วรรคหนึ่ง
- มาตรา 419
- มาตรา 1382
- มาตรา 1602
ฎีกาย่อ
ตามบทบัญญัติมาตรา 62 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การที่ศาลมีคำสั่งแสดงว่าโจทก์เป็นคนสาบสูญ ถือว่าโจทก์ถึงแก่ความตายเมื่อครบกำหนดระยะเวลาห้าปีนับแต่วันที่โจทก์ได้ไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่โดยไม่มีใครรู้แน่ว่าโจทก์ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ และโดยผลของมาตรา 1602 ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นมรดกของโจทก์ย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทันที เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่ามารดาของโจทก์ซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของโจทก์ได้กระทำไปโดยไม่สุจริต ที่ดินพิพาทย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่มารดาของโจทก์ทันที มารดาของโจทก์จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยผลของกฎหมายนับแต่นั้น กรณีไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์การครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ซึ่งต้องเป็นการครอบครองปรปักษ์ทรัพย์สินของผู้อื่น จำเลยที่ 2 จะอ้างว่ามารดาของโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ไม่ได้
ปัญหาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ แม้โจทก์จะกลับมาเมื่อปี 2557 และทราบว่ามารดาของโจทก์ได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทไปแล้วก็ตาม แต่ตราบใดที่ศาลยังมิได้มีคำสั่งถอนคำสั่งให้โจทก์เป็นคนสาบสูญ ก็ต้องถือว่าโจทก์ยังเป็นบุคคลที่ถึงแก่ความตาย ไม่อาจใช้สิทธิใด ๆ ตามกฎหมายได้ เมื่อศาลมีคำสั่งถอนคำสั่งให้โจทก์เป็นคนสาบสูญเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2563 ซึ่งมีผลทำให้โจทก์กลับเป็นบุคคลผู้มีสิทธิตามกฎหมาย รวมทั้งสิทธิในการใช้สิทธิทางศาลได้ดังเดิม จึงต้องถือว่าวันดังกล่าวเป็นวันที่โจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกที่ดินพิพาทคืน อายุความ 1 ปี ตามมาตรา 419 จึงเริ่มนับแต่วันดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีวันที่ 22 มิถุนายน 2563 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ
อ้างอิง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4656/2566
คำค้นที่เกี่ยวข้อง
คนสาบสูญ, ถอนคำสั่งคนสาบสูญ, มรดก, ที่ดินพิพาท, ลาภมิควรได้, อายุความ, ครอบครองปรปักษ์, ฟ้องเรียกที่ดินคืน, มาตรา 62, มาตรา 419, มาตรา 1382, มาตรา 1602