⚖️ สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4943/2568
เรื่อง
ปลอมแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ แผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ และรายการจดทะเบียนรถยนต์ ใช้กับรถ 2 คัน เป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรม
1. สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4943/2568
คดีนี้เป็นคดีอาญาเกี่ยวกับการปลอมเอกสารราชการเกี่ยวกับรถยนต์ โดยจำเลยปลอมเอกสารเกี่ยวกับรถยนต์ 3 ประเภท คือ แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ แผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ และรายการจดทะเบียนรถยนต์ แล้วนำไปใช้กับรถยนต์ 2 คัน
ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า การกระทำดังกล่าวเป็น กรรมเดียวทั้งหมด หรือเป็น หลายกรรมต่างกัน
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำต่อรถยนต์แต่ละคันแยกต่างหากจากกัน เอกสารปลอมของรถยนต์แต่ละคันเป็นคนละชุดกัน และมีเจตนาเพื่อนำไปใช้กับรถยนต์แต่ละคันแยกต่างหากจากกัน จึงเป็น ความผิดหลายกรรมต่างกัน
กล่าวโดยสรุป คือ
เมื่อคดีนี้มีรถยนต์ 2 คัน จึงเป็น 2 กระทง
2. เรื่อง
ปลอมแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์หลายคัน ศาลนับกรรมอย่างไร
หรือกล่าวให้เข้าใจง่ายว่า
ปลอมป้ายทะเบียนรถ 2 คัน เป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรม
3. ประเด็นข้อกฎหมาย
คดีนี้มีประเด็นว่า
จำเลยปลอมเอกสารเกี่ยวกับรถยนต์ 3 ประเภท คือ
1. แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอม
2. แผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ปลอม
3. รายการจดทะเบียนรถยนต์ปลอม
แล้วนำไปใช้กับรถยนต์ 2 คัน
การกระทำดังกล่าวจะถือเป็น กรรมเดียวทั้งหมด หรือเป็น หลายกรรมต่างกัน
โดยศาลฎีกาวางประเด็นไว้ว่า
4. ข้อเท็จจริง
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2565 เวลากลางวัน จำเลยปลอมแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ ปลอมแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปี 2566 และปลอมรายการจดทะเบียนรถยนต์ แล้วนำไปใช้กับรถยนต์ 2 คัน
รถยนต์คันที่ 1
จำเลยปลอมแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ยง 5257 เชียงใหม่ แล้วนำไปติดไว้กับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 2 มร 801 กรุงเทพมหานคร
นอกจากนี้ ยังปลอมแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปี 2566 และปลอมรายการจดทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ยง 5257 เชียงใหม่
รถยนต์คันที่ 2
จำเลยปลอมแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 8 กธ 8073 กรุงเทพมหานคร แล้วนำไปติดไว้กับรถยนต์หมายเลขทะเบียน กจ 4213 ยโสธร
นอกจากนี้ ยังปลอมแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปี 2566 และปลอมรายการจดทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 8 กธ 8073 กรุงเทพมหานคร
โจทก์บรรยายฟ้องว่า การกระทำดังกล่าวเป็นไป
จำเลยให้การรับสารภาพ
5. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4943/2568 วางหลักว่า
ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์ของการนำเอกสารปลอมไปใช้กับรถยนต์แต่ละคัน
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
และวินิจฉัยต่อไปว่า
ศาลฎีกาจึงสรุปว่า
ดังนั้น ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
6. ผลคดี
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน รวม 6 กระทง จำคุกกระทงละ 2 ปี รวมจำคุก 12 ปี
จำเลยรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 6 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี
ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ โดยลดจำนวนกระทงเหลือ 2 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี
จำเลยรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี
ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ภาค 3 และพิพากษายืน
7. กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 91
กรณีกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป
มาตรา 265
ความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ
มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265
ความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม
มาตรา 268 วรรคสอง
ถ้าผู้ใช้เอกสารปลอมเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้นเอง ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียว
มาตรา 78
เหตุบรรเทาโทษ กรณีรับสารภาพ
8. ฎีกาย่อ
จำเลยปลอมแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์และปลอมแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปี 2566 กับปลอมรายการจดทะเบียนรถยนต์ของรถยนต์สองคัน แล้วนำแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมและแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ปลอมไปติดไว้กับรถยนต์แต่ละคัน ส่วนรายการจดทะเบียนรถยนต์ปลอมนำไปเก็บไว้ในรถยนต์แต่ละคันดังกล่าวเพื่อแสดงต่อบุคคลทั่วไปที่พบเห็น แสดงจำเลยกระทำต่อรถยนต์แต่ละคันแยกต่างหากจากกัน โดยแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ แผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ และรายการจดทะเบียนรถยนต์ที่จำเลยปลอมแต่ละคันเป็นคนละชุดกัน การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยมีเจตนาและความมุ่งหมายเพื่อนำไปใช้กับรถยนต์แต่ละคันแยกต่างหากจากกัน เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ไม่ใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท
9. อ้างอิง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4943/2568
ที่มา: เนติบัณฑิตยสภา