สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4030/2567
เรื่อง น.ส. 3 ข. ออกทับที่ดินที่ผู้อื่นมีสิทธิครอบครอง ศาลเพิกถอนเฉพาะส่วนที่ออกทับได้หรือไม่
ประเด็นข้อกฎหมาย
คดีนี้มีประเด็นข้อกฎหมายสำคัญว่า
- โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่
- การที่จำเลยนำชี้แนวเขตที่ดินในวันรังวัด จะทำให้โจทก์ต้องฟ้องภายใน 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1374 วรรคสอง หรือไม่
- เมื่อหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส. 3 ข. ออกทับที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครอง ศาลมีอำนาจพิพากษาให้เพิกถอนเฉพาะส่วนที่ออกทับได้หรือไม่
ข้อเท็จจริง
โจทก์อ้างว่า โจทก์ครอบครองที่ดินเนื้อที่ 2 งาน 91.80 ตารางวา ซึ่งเป็นบางส่วนของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส. 3 ข. เลขที่ 167
เดิมนาง พ. ยายของโจทก์ เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินมาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ แล้วต่อมายกที่ดินให้แก่โจทก์ โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จึงอ้างว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท
ต่อมาจำเลยซึ่งรับโอนมรดกที่ดินตาม น.ส. 3 ข. เลขที่ 167 จากนาย ป. บิดาของจำเลย ได้นำที่ดินไปขอออกโฉนดที่ดิน
วันที่ 11 สิงหาคม 2560 ในการรังวัด จำเลยนำชี้แนวเขตที่ดินซึ่งโจทก์เห็นว่า รุกล้ำเข้าไปในที่ดินที่โจทก์ครอบครองอยู่ โจทก์จึงคัดค้านการรังวัด
ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินมีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยทั้งแปลง โดยรวมเอาที่ดินส่วนที่โจทก์อ้างว่าครอบครองอยู่เข้าไปด้วย
โจทก์จึงฟ้องคดีต่อศาลปกครอง และศาลปกครองพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาท
จากนั้นโจทก์นำคดีมาฟ้องต่อศาลแพ่ง ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนคืนที่ดินตาม น.ส. 3 ข. เลขที่ 167 เฉพาะส่วนเนื้อที่ 2 งาน 91.80 ตารางวา ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
จำเลยให้การต่อสู้ว่า โจทก์ไม่ได้ครอบครองที่ดินพิพาท และหากโจทก์เห็นว่าจำเลยนำชี้แนวเขตรุกล้ำตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2560 โจทก์ต้องฟ้องภายใน 1 ปี แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2564 จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1374 วรรคสอง
ผลคดี
ศาลชั้นต้น
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เนื้อที่ 2 งาน 91.80 ตารางวา ภายในเส้นสีเขียวตามแผนที่พิพาท และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
ศาลอุทธรณ์ภาค 7
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
ศาลฎีกา
ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส. 3 ข. เลขที่ 167 เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินพิพาท เนื้อที่ 2 งาน 91.80 ตารางวา ภายในเส้นสีเขียวตามแผนที่พิพาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4030/2567 วินิจฉัยว่า
ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นฝ่ายยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทโดยเจตนายึดถือเพื่อตน สืบต่อจากนาง พ. โดยไม่ขาดสาย
แม้จำเลยจะมีชื่อใน น.ส. 3 ข. เลขที่ 167 แต่พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย จึงฟังได้ว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367
ส่วนที่จำเลยต่อสู้ว่าโจทก์ฟ้องคดีเกิน 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1374 วรรคสอง ศาลฎีกาเห็นว่า สภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับของโจทก์มิใช่ฟ้องว่าโจทก์ถูกจำเลยรบกวนการครอบครอง แล้วขอให้ปลดเปลื้องการรบกวนนั้น
แต่โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และจำเลยนำชี้แนวเขตที่ดินรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ อันเป็นการโต้แย้งสิทธิครอบครองของโจทก์ พร้อมขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนคืนที่ดินให้แก่โจทก์
ดังนั้น แม้จำเลยจะยกมาตรา 1374 วรรคสอง ขึ้นต่อสู้ ก็ไม่ก่อให้เกิดประเด็นอายุความฟ้องคดีตามบทบัญญัติดังกล่าว
เมื่อฟังได้ว่า การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส. 3 ข. เลขที่ 167 เป็นไปโดยคลาดเคลื่อน เพราะบางส่วนออกทับที่ดินซึ่งเป็นสิทธิครอบครองของโจทก์ ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาให้เพิกถอนเฉพาะส่วนที่ออกทับได้ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 วรรคแปด
ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส. 3 ข. เลขที่ 167 เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินพิพาท เนื้อที่ 2 งาน 91.80 ตารางวา ภายในเส้นสีเขียวตามแผนที่พิพาท
ฎีกาย่อ
สภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับตามคำฟ้อง โจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยนำชี้แนวเขตที่ดินรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ อันเป็นการโต้แย้งสิทธิครอบครองที่ดินของโจทก์ กับขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนคืนที่ดินให้แก่โจทก์ มิได้กล่าวว่าโจทก์ถูกจำเลยรบกวนในการครอบครองทรัพย์สินของโจทก์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1374 วรรคหนึ่ง เช่นนี้ไม่มีข้อที่ทำให้โจทก์ต้องฟ้องคดีเพื่อปลดเปลื้องการรบกวนนั้นภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกรบกวนตามมาตรา 1374 วรรคสอง แม้จำเลยจะให้การบิดเบือนข้อเท็จจริงและยกมาตรา 1374 วรรคสอง ขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ย่อมไม่ก่อให้เกิดเป็นประเด็นอายุความฟ้องคดีตามบทบัญญัติดังกล่าว
การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส. 3 ข. เป็นไปโดยคลาดเคลื่อน เนื่องจากบางส่วนออกทับที่ดินในสิทธิครอบครองของบุคคลอื่น ศาลมีอำนาจพิพากษาให้เพิกถอนได้ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 วรรคแปด
สรุป
คดีนี้ ศาลฎีกาฟังว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เพราะครอบครองต่อเนื่องสืบจากนาง พ. โดยไม่ขาดสาย
แม้จำเลยจะมีชื่อใน น.ส. 3 ข. เลขที่ 167 แต่เมื่อเอกสารสิทธิดังกล่าวออกทับที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองอยู่บางส่วน ศาลสามารถพิพากษาให้เพิกถอนเฉพาะส่วนที่ออกทับได้
ส่วนข้อต่อสู้เรื่องอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 1374 วรรคสอง ใช้ไม่ได้ เพราะคดีนี้ไม่ใช่คดีฟ้องปลดเปลื้องการรบกวนการครอบครอง แต่เป็นคดีโต้แย้งสิทธิครอบครองในที่ดิน
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367, 1373, 1374
- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1, 142, 172, 177
- ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61
อ้างอิง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4030/2567
คำค้นที่เกี่ยวข้อง
น.ส. 3 ข. ออกทับที่ดิน, เพิกถอน น.ส. 3 ข., สิทธิครอบครองที่ดิน, อายุความรบกวนการครอบครอง, มาตรา 1374, ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61, คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4030/2567