สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1993/2568
ประเด็นข้อกฎหมาย
คดีนี้มีประเด็นว่า ทางพิพาทบนที่ดินโฉนดเลขที่ 23903 ตามแนวเขตเส้นสีน้ำเงินในแผนที่พิพาท เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 5972 ของโจทก์หรือไม่
โดยข้อสำคัญคือ ที่ดินของโจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ เพราะแบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3303 แต่ทางพิพาทที่โจทก์ขอให้เปิดเป็นทางจำเป็น อยู่ในส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 23903 เดิม ซึ่งแบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3302 ไม่ใช่ที่ดินแปลงที่แบ่งแยกมาจากโฉนดเลขที่ 3303
ข้อเท็จจริง
เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 3303 เป็นกรรมสิทธิ์รวมของนาย ล. นาง จ. และนาง ช.
ต่อมาเมื่อปี 2533 เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมได้แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 3303 ออกเป็นหลายแปลง โดยมีที่ดินโฉนดเลขที่ 5972 เนื้อที่ 16 ไร่ 1 งาน 52 ตารางวา เป็นของนาย ล. ซึ่งเป็นที่ดินที่ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ
ภายหลังที่ดินโฉนดเลขที่ 5972 ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์
ส่วนที่ดินแปลงคงโฉนดเลขที่ 3303 เนื้อที่ 21 ไร่ 2 งาน 39 ตารางวา ซึ่งติดกับทางหลวงแผ่นดินสายโคกปีบ - ศรีมหาโพธิ เป็นของนาง จ.
อีกด้านหนึ่ง นาง พ. เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 23903 เดิม เนื้อที่ 1 งาน 41 ตารางวา ซึ่งแบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3302 ที่ดินแปลงนี้ด้านทิศตะวันตกติดกับทางหลวงแผ่นดินสายโคกปีบ - ศรีมหาโพธิ และด้านทิศใต้ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 3303
ปี 2534 นาง จ. ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 3303 ให้แก่นาง พ.
ปี 2556 นาง พ. นำที่ดินโฉนดเลขที่ 3303 และที่ดินโฉนดเลขที่ 23903 เดิม มารวมเป็นโฉนดเลขที่ 23903 ใหม่ เนื้อที่ 21 ไร่ 3 งาน 80 ตารางวา
ปี 2557 นาง พ. ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23903 ใหม่ให้แก่จำเลยทั้งสี่
โจทก์ฟ้องขอให้เปิดทางจำเป็นผ่านที่ดินของจำเลยบนที่ดินโฉนดเลขที่ 23903 ตามแนวเส้นสีน้ำเงินในแผนที่พิพาท กว้าง 5 เมตร ยาวไปจนถึงทางหลวงแผ่นดินสายโคกปีบ - ศรีมหาโพธิ
แต่ทางพิพาทที่โจทก์ขอให้เปิดนั้น อยู่ในส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 23903 เดิม ซึ่งไม่ได้แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3303 อันเป็นที่ดินแปลงเดิมที่ที่ดินของโจทก์แบ่งแยกออกมา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1993/2568 วินิจฉัยว่า
ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 3303 เดิม มีทางออกสู่ทางสาธารณะทางด้านทิศตะวันตก ซึ่งอยู่ติดกับทางหลวงแผ่นดินสายโคกปีบ - ศรีมหาโพธิ
เมื่อมีการแบ่งแยกที่ดินในปี 2533 เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 5972 ซึ่งภายหลังตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ที่ดินโฉนดเลขที่ 3303 แปลงคงยังคงติดกับทางหลวงแผ่นดินเช่นเดิม แต่ที่ดินโฉนดเลขที่ 5972 ไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะ
แม้โดยทั่วไป หากที่ดินถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ เจ้าของที่ดินอาจมีสิทธิขอผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349
แต่กรณีนี้ ที่ดินโฉนดเลขที่ 5972 ไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะ เพราะมีสาเหตุมาจากการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 3303 ระหว่างเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม
จึงต้องใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 ซึ่งบัญญัติไว้โดยเฉพาะว่า หากที่ดินแบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันเป็นเหตุให้แปลงหนึ่งไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะ เจ้าของที่ดินแปลงนั้นมีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินได้เฉพาะบนที่ดินแปลงที่ได้แบ่งแยกหรือแบ่งโอนกัน และไม่ต้องเสียค่าทดแทน
ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินได้เฉพาะบนที่ดินโฉนดเลขที่ 3303 เดิม ก่อนรวมโฉนดที่ดินเท่านั้น
โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิตามมาตรา 1349 ซึ่งเป็นบททั่วไป เพื่อขอผ่านที่ดินแปลงอื่นที่ล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้
การที่ภายหลังมีการรวมที่ดินโฉนดเลขที่ 3303 และที่ดินโฉนดเลขที่ 23903 เดิมเข้าด้วยกัน เพื่อให้เป็นที่ดินแปลงเดียว มิได้มีผลทำให้สิทธิเรียกร้องเอาทางเดินของโจทก์ที่มีอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 3303 เดิม กระจายไปยังที่ดินโฉนดเลขที่ 23903 เดิมด้วย
ส่วนที่โจทก์อ้างว่า หากโจทก์ฟ้องเรียกทางจำเป็นเฉพาะบนที่ดินโฉนดเลขที่ 23903 ในส่วนที่เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 3303 เดิม โดยไม่ผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 23903 เดิม จะทำให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยทั้งสี่อย่างมากนั้น ไม่ใช่เหตุที่จะทำให้โจทก์เกิดสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินบนที่ดินโฉนดเลขที่ 23903 เดิมได้
ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเอาทางเดินบนที่ดินโฉนดเลขที่ 23903 ในส่วนที่ขอผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 23903 เดิม
ทางพิพาทตามแนวเขตเส้นสีน้ำเงินในแผนที่พิพาท จึงมิใช่ทางจำเป็นแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 5972 ของโจทก์
ผลคดี
ศาลชั้นต้น พิพากษาให้ที่ดินของจำเลยตามแนวเขตเส้นสีน้ำเงินในแผนที่พิพาทตกเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
ศาลฎีกา พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ยกฟ้องโจทก์
สรุป
คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักว่า แม้ที่ดินจะไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะจริง แต่ต้องพิจารณาว่าเหตุที่ไม่มีทางออกเกิดจากอะไร
หากที่ดินไม่มีทางออกเพราะการแบ่งแยกหรือแบ่งโอนที่ดิน ต้องใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350
เจ้าของที่ดินแปลงที่ไม่มีทางออก มีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินได้เฉพาะบนที่ดินแปลงที่ได้แบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันมาเท่านั้น
ไม่อาจเลือกขอผ่านที่ดินแปลงอื่นที่ไม่ได้แบ่งแยกหรือแบ่งโอนมาจากที่ดินแปลงเดียวกัน แม้จะเห็นว่าเป็นทางที่เหมาะสมกว่า หรือทำให้คู่กรณีเสียหายน้อยกว่าก็ตาม
และการรวมโฉนดที่ดินภายหลัง ไม่ทำให้สิทธิเรียกทางจำเป็นขยายไปถึงที่ดินอีกแปลงหนึ่งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแบ่งแยกหรือแบ่งโอนนั้น
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349, 1350
ฎีกาย่อ
ที่ดินของโจทก์ไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะมีสาเหตุจากการแบ่งแยกที่ดินระหว่างเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินได้เฉพาะบนที่ดินที่ได้แบ่งแยกหรือแบ่งโอนก่อนรวมโฉนดที่ดิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 เท่านั้น ไม่อาจใช้สิทธิขอผ่านที่ดินแปลงอื่นซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะ โดยอาศัยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 อันเป็นบททั่วไปได้ ทั้งการรวมที่ดินที่ได้แบ่งแยกกับที่ดินแปลงอื่นที่มิใช่เป็นที่ดินแปลงที่แบ่งแยกหรือแบ่งโอนเข้าด้วยกันเพื่อให้เป็นที่ดินแปลงเดียว มิได้มีผลทำให้สิทธิเรียกร้องเอาทางเดินของโจทก์ที่มีอยู่บนที่ดินที่ได้แบ่งแยกหรือแบ่งโอนกระจายไปยังที่ดินแปลงอื่นที่มิใช่เป็นที่ดินแปลงที่แบ่งแยกหรือแบ่งโอนด้วย โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเอาทางเดินบนที่ดินในส่วนที่มิใช่เป็นที่ดินแปลงที่แบ่งแยกหรือแบ่งโอน
อ้างอิง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1993/2568
คำค้นที่เกี่ยวข้อง
ทางจำเป็น, ที่ดินไม่มีทางออก, มาตรา 1349, มาตรา 1350, แบ่งแยกที่ดิน, แบ่งโอนที่ดิน, รวมโฉนด, กรรมสิทธิ์รวม, ที่ดินถูกล้อม, สิทธิเรียกทางเดิน