เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น แต่ศาลฎีกาฟังว่า พฤติการณ์ยังไม่พอรับฟังว่าเป็นเจตนาฆ่า หากข้อเท็จจริงในคำฟ้องปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนได้รับอันตรายสาหัส
ศาลจะลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัสได้หรือไม่
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2560 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสามร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบริเวณห้องพักคนงาน ซึ่งเป็นเคหสถานและอยู่ในความครอบครองดูแลของผู้เสียหาย
ผู้เสียหายพักอยู่กับภริยา ส่วนจำเลยที่ 1 พักอยู่ใกล้กัน และจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 เป็นสามีภริยากัน พักอยู่อีกห้องหนึ่ง
วันเกิดเหตุมีการโต้เถียงทะเลาะกัน ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการทะเลาะกันในเรื่องเล็กน้อย
ต่อมา จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดขอฟันผู้เสียหาย 2 ครั้ง
ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บหลายแห่ง ได้แก่ แผลฉีกขาดที่แก้มซ้ายลึกถึงกระดูก กระดูกแขนขวาหัก บาดแผลฉีกขาดที่แขน กล้ามเนื้อและเอ็นแขนได้รับบาดเจ็บ
ศาลรับฟังว่า บาดแผลดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส เพราะป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนา และประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า 20 วัน
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80
ลงโทษจำคุก 12 ปี
ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามมาตรา 78
คงจำคุก 8 ปี
ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3
เมื่อโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 คดีของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนในส่วนของจำเลยที่ 1
ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297(8)
ลงโทษจำคุก 6 ปี
ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามมาตรา 78
คงจำคุก 4 ปี
คดีนี้ศาลไม่รอการลงโทษ
นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
จำเลยที่ 1 ใช้มีดขอฟันผู้เสียหาย 2 ครั้งจริง แต่ไม่ได้เลือกฟันบริเวณศีรษะหรือคอ ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย
แม้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บค่อนข้างมาก แต่อาการบาดเจ็บไม่ถึงแก่ชีวิต
ประกอบกับมูลเหตุเกิดจากการโต้เถียงทะเลาะกันในเรื่องเล็กน้อย
ศาลฎีกาจึงเห็นว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนาเพียงทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเท่านั้น ยังไม่พอรับฟังว่าเป็นเจตนาฆ่า
เมื่อบาดแผลของผู้เสียหายเป็นอันตรายสาหัส จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297(8)
แม้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ตามมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 แต่ข้อเท็จจริงเรื่องการทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส เป็นส่วนหนึ่งของข้อเท็จจริงในความผิดฐานพยายามฆ่าที่โจทก์ฟ้องไว้แล้ว
ศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัสได้ ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ใช้มีดขอฟันผู้เสียหาย 2 ครั้ง แต่ไม่ได้เลือกฟันศีรษะหรือคอซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญ แม้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บค่อนข้างมาก แต่อาการบาดเจ็บไม่ถึงแก่ชีวิต ประกอบกับมูลเหตุเกิดจากการโต้เถียงทะเลาะกันในเรื่องเล็กน้อย จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาเพียงทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเท่านั้น ไม่ใช่เจตนาฆ่า เมื่อบาดแผลของผู้เสียหายเป็นอันตรายสาหัส การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัส ตามมาตรา 297(8) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อเท็จจริงในความผิดฐานพยายามฆ่าที่โจทก์ฟ้องไว้แล้ว ศาลลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานดังกล่าวได้ ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย
การใช้มีดทำร้ายผู้อื่น ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นพยายามฆ่าเสมอไป
ศาลต้องพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดประกอบกัน เช่น ตำแหน่งที่ถูกทำร้าย อวัยวะที่ถูกฟัน ความร้ายแรงของบาดแผล มูลเหตุแห่งคดี และเจตนาของผู้กระทำ
หากพฤติการณ์ยังไม่พอรับฟังว่าเป็นเจตนาฆ่า แต่บาดแผลเข้าลักษณะอันตรายสาหัส ศาลอาจลงโทษฐานทำร้ายร่างกายสาหัสได้
และแม้โจทก์ฟ้องฐานพยายามฆ่า หากข้อเท็จจริงในฟ้องครอบคลุมการทำร้ายร่างกายสาหัส ศาลก็ลงโทษฐานทำร้ายร่างกายสาหัสได้ ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินฟ้อง
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288, 297(8), 78
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2668/2568
พยายามฆ่า, ทำร้ายร่างกายสาหัส, บาดแผลไม่ถึงตาย, เจตนาฆ่า, เจตนาทำร้าย, พิพากษาไม่เกินฟ้อง, มาตรา 297(8), มาตรา 192, ฎีกาที่ 2668/2568, ฎีกาศึกษา