ฎีกาที่ 2162/2567

#ฎีกาศึกษา #ทนายความ
สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2162/2567
เรื่อง ข้อความ LINE พิมพ์ว่า “ตกลง” ใช้เป็นหลักฐานกู้ยืมเงินได้หรือไม่

ประเด็นข้อกฎหมาย

การกู้ยืมเงินเกินกว่า 2,000 บาท หากไม่มีสัญญากู้ยืมเป็นเอกสารกระดาษ แต่มีข้อความสนทนาทาง LINE ที่ระบุการให้ยืมเงินชัดเจน และผู้กู้พิมพ์ตอบว่า “ตกลง” จะถือเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้กู้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 ได้หรือไม่

ข้อเท็จจริง

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์หลายครั้ง รวม 20 ครั้ง โดยโจทก์โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลย

จำเลยไม่ได้ปฏิเสธว่าได้รับเงินและมีข้อความทาง LINE ตามที่โจทก์อ้าง แต่ต่อสู้ว่า เงินดังกล่าวไม่ใช่เงินกู้ หากเป็นเงินที่โจทก์นำมาร่วมลงทุนกับจำเลยในธุรกิจออกแบบ ค้าขายเสื้อผ้า และส่งออกหน่อไม้

หัวใจของคดีอยู่ที่การกู้เงินครั้งที่ 2 ถึงครั้งที่ 18

ในการกู้เงินครั้งที่ 2 ถึงครั้งที่ 18 โจทก์ส่งข้อความทาง LINE ถึงจำเลยในทำนองว่า

“นาย ช. (โจทก์) จะจัดทำธุรกรรมให้ยืมเงินจำนวน … บาท ให้แก่นางสาว ฐ. (จำเลย) เพื่อใช้ลงทุนในธุรกิจ การกู้ยืมเงินนี้ไม่คิดดอกเบี้ย และยังไม่บังคับวันกำหนดชำระเงินคืน ลงวันที่ … (พิมพ์ตกลงเพื่อยืนยัน)”

จากนั้นจำเลยพิมพ์ตอบว่า “ตกลง”

ส่วนการกู้เงินครั้งที่ 1 โจทก์มีเพียงสำเนาเอกสารที่ธนาคารออกให้เป็นหลักฐานว่า มีการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลย จำนวน 50,000 บาท แต่ไม่มีข้อความในเรื่องการกู้ยืมเงิน

สำหรับการกู้เงินครั้งที่ 19 และครั้งที่ 20 แม้โจทก์อ้างว่าเป็นการกู้ยืมเงิน แต่เอกสารไม่ปรากฏข้อความที่จำเลยพิมพ์ตอบว่า “ตกลง” เพื่อตกลงการกู้ยืมเงินตามที่โจทก์อ้าง

ผลคดี

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 2,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามที่กำหนด

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษาแก้ ให้จำเลยชำระเงิน 1,950,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวในอัตราและระยะเวลาที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 กำหนด

ศาลฎีกาให้ยกฟ้องสำหรับเงินที่โจทก์โอนให้จำเลยครั้งที่ 1 ครั้งที่ 19 และครั้งที่ 20

คำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

สำหรับการกู้เงินครั้งที่ 1 สำเนาเอกสารที่ธนาคารออกให้เป็นเพียงหลักฐานว่าธนาคารได้ทำการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลย ไม่มีข้อความในเรื่องการกู้ยืมเงิน จึงถือว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมครั้งที่ 1 เป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อจำเลยผู้กู้ยืมมาแสดง

ส่วนการกู้เงินครั้งที่ 19 และครั้งที่ 20 เอกสารที่โจทก์อ้างไม่ปรากฏข้อความที่จำเลยพิมพ์ตอบว่า “ตกลง” เพื่อตกลงการกู้ยืมเงินตามที่โจทก์อ้าง จึงถือว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมครั้งที่ 19 และครั้งที่ 20 เป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อจำเลยผู้กู้ยืมมาแสดง

โจทก์จึงฟ้องร้องบังคับคดีสำหรับการกู้ยืมครั้งที่ 1 ครั้งที่ 19 และครั้งที่ 20 ไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง

แต่สำหรับการกู้เงินครั้งที่ 2 ถึงครั้งที่ 18 โจทก์ส่งข้อความในโปรแกรม LINE ถึงจำเลยในทำนองว่า โจทก์จะจัดทำธุรกรรมให้ยืมเงินจำนวนตามที่ระบุแก่จำเลยเพื่อใช้ลงทุนในธุรกิจ การกู้ยืมเงินนี้ไม่คิดดอกเบี้ยและยังไม่บังคับวันกำหนดชำระเงินคืน โดยให้จำเลยพิมพ์คำว่า “ตกลง” เพื่อยืนยัน

เมื่อจำเลยพิมพ์ข้อความว่า “ตกลง” ตอบกลับมา และจำเลยยอมรับว่าเป็นผู้ส่งข้อความตอบตกลงการที่โจทก์จะให้กู้ยืมเงินจริง ข้อความสนทนาทางโปรแกรม LINE ดังกล่าวจึงถือว่าเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อของจำเลยผู้กู้ยืม

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การสนทนาทางโปรแกรม LINE เป็นการส่งข้อมูลผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์หรือเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ถือเป็นข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 7, 8 และ 9

เมื่ออ่านข้อความสนทนาของโจทก์และจำเลยประกอบกันแล้ว เข้าใจได้ว่าโจทก์และจำเลยตกลงกันโดยโจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงิน และจำเลยตกลงกู้ยืมเงินแต่ละครั้งตามจำนวนที่ระบุไว้ในโปรแกรม LINE โจทก์จึงฟ้องร้องให้บังคับคดีสำหรับการกู้เงินครั้งที่ 2 ถึงครั้งที่ 18 ได้

ส่วนที่จำเลยต่อสู้ว่า ไม่ใช่การกู้ยืมเงิน แต่เป็นเรื่องที่โจทก์นำเงินมาร่วมลงทุนประกอบธุรกิจออกแบบ ค้าขายเสื้อผ้า รวมถึงธุรกิจส่งออกหน่อไม้กับจำเลย และปัจจุบันยังไม่มีการชำระบัญชี โจทก์จึงยังไม่สามารถฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยได้นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่แตกต่างไปจากหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินที่โจทก์จำเลยทำกันไว้ ภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนี้จึงตกแก่จำเลย

แต่พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักน้อย ไม่เพียงพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้

สรุป

ข้อความ LINE อาจใช้เป็นหลักฐานกู้ยืมเงินได้ หากมีเนื้อหาชัดเจนว่าเป็นการให้ยืมเงิน และผู้กู้พิมพ์ตอบรับยืนยัน เช่นคำว่า “ตกลง”

แต่การมีเพียงหลักฐานการโอนเงิน ยังไม่เพียงพอเสมอไปที่จะฟ้องเรียกเงินคืนในฐานะเงินกู้

คดีนี้ ศาลฎีกาให้บังคับได้เฉพาะการกู้เงินครั้งที่ 2 ถึงครั้งที่ 18 รวม 1,950,000 บาท เพราะมีข้อความ LINE ระบุการให้ยืมเงินชัดเจน และจำเลยพิมพ์ตอบว่า “ตกลง”

แต่การกู้เงินครั้งที่ 1 และครั้งที่ 19 ถึงครั้งที่ 20 ฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ เพราะไม่มีหลักฐานข้อความแชทในลักษณะเดียวกัน

ฎีกาย่อ

สำเนาเอกสารที่ธนาคารออกให้เป็นหลักฐานว่าธนาคารได้ทำการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลย ไม่มีข้อความในเรื่องการกู้ยืมเงิน ถือว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมครั้งที่ 1 เป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อจำเลยผู้กู้ยืมมาแสดง ส่วนเอกสารที่โจทก์อ้างว่าเป็นการกู้ยืมครั้งที่ 19 และครั้งที่ 20 ไม่ปรากฏข้อความที่จำเลยพิมพ์ตอบว่า “ตกลง” เพื่อตกลงการกู้ยืมเงินตามที่โจทก์อ้าง ถือว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมครั้งที่ 19 และครั้งที่ 20 เป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อจำเลยผู้กู้ยืมมาแสดง โจทก์จึงฟ้องร้องบังคับคดีสำหรับการกู้ยืมครั้งที่ 1 ครั้งที่ 19 และครั้งที่ 20 ไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง

การกู้ยืมเงินครั้งที่ 2 ถึงครั้งที่ 18 โจทก์ส่งข้อความในโปรแกรมไลน์ถึงจำเลยในทำนองว่า โจทก์จะจัดทำธุรกรรมให้ยืมเงินจำนวนตามที่ระบุแก่จำเลยเพื่อใช้ลงทุนในธุรกิจ การกู้ยืมเงินนี้ไม่คิดดอกเบี้ยและยังไม่บังคับวันกำหนดชำระเงินคืน โดยให้จำเลยพิมพ์คำว่า “ตกลง” เพื่อยืนยัน และจำเลยพิมพ์ข้อความว่า “ตกลง” ตอบกลับมา การสนทนาทางโปรแกรมไลน์เป็นการส่งข้อมูลผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์หรืออินเทอร์เน็ต ถือเป็นข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ เมื่ออ่านข้อความสนทนาของโจทก์และจำเลยประกอบกันแล้ว เข้าใจได้ว่าโจทก์และจำเลยตกลงกันโดยโจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงิน และจำเลยตกลงกู้ยืมเงินแต่ละครั้งตามจำนวนที่ระบุไว้ในโปรแกรมไลน์ แม้ไม่มีการลงลายมือชื่อจำเลยก็ตาม แต่เมื่อจำเลยยอมรับว่าส่งข้อความตอบตกลงการที่โจทก์จะให้กู้ยืมเงินจริง ข้อความสนทนาทางโปรแกรมไลน์ดังกล่าวจึงถือว่าเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อของจำเลยผู้กู้ยืม ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 7, 8 และ 9 โจทก์จึงฟ้องร้องให้บังคับคดีได้

จำเลยให้การต่อสู้ว่า ไม่ใช่การกู้ยืมเงิน แต่เป็นเรื่องที่โจทก์นำเงินมาร่วมลงทุนประกอบธุรกิจออกแบบ ค้าขายเสื้อผ้า รวมถึงธุรกิจส่งออกหน่อไม้กับจำเลย ปัจจุบันยังไม่มีการชำระบัญชี โจทก์จึงไม่สามารถฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยได้ เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่แตกต่างไปจากหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินที่โจทก์จำเลยทำกันไว้ ภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนี้จึงตกแก่จำเลย

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653
  • ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1
  • พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 7
  • พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 8
  • พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 9

อ้างอิง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2162/2567

คำค้นที่เกี่ยวข้อง: ข้อความ LINE เป็นหลักฐานกู้ยืม, พิมพ์ตกลงในไลน์, หลักฐานแห่งการกู้ยืม, กู้ยืมเงิน มาตรา 653, ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์, ฟ้องเงินกู้จากแชท, แค่โอนเงินฟ้องเงินกู้ได้ไหม, ฎีกาที่ 2162/2567
แบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนของคุณ

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า