สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 203/2552
เรื่อง รับให้ที่ดินบางส่วน ก่อนขายโฉนดทั้งแปลง อ้างครอบครองปรปักษ์ได้ไหม
ประเด็นข้อกฎหมาย
ผู้ที่อ้างว่าได้รับยกที่ดินบางส่วนมา แต่การยกให้ไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หากครอบครองที่ดินนั้นต่อมาโดยสงบ เปิดเผย และมีเจตนาเป็นเจ้าของเกิน 10 ปี จะได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่
ข้อเท็จจริง
ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 1311 ตำบลบางวัว อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา
ฝ่ายผู้ร้องอ้างว่า เดิมที่ดินโฉนดดังกล่าวเป็นของนาง ห. ซึ่งเป็นยายของผู้ร้องที่ 2 ต่อมานาง ห. ได้ยกที่ดินบางส่วนเนื้อที่ประมาณ 1 งานเศษให้นาง จ. ซึ่งเป็นมารดาของผู้ร้องที่ 2
ภายหลังผู้ร้องที่ 2 แต่งงานกับผู้ร้องที่ 1 นาง จ. จึงยกที่ดินส่วนดังกล่าวให้ผู้ร้องทั้งสอง ผู้ร้องทั้งสองเข้าไปปลูกบ้านเลขที่ 36/1 ปลูกต้นไม้ และขุดคูน้ำกั้นเป็นแนวเขต โดยอ้างว่าครอบครองอย่างสงบ เปิดเผย และมีเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเกินกว่า 10 ปี
ข้อเท็จจริงสำคัญอีกส่วนหนึ่งคือ เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2503 นาง ห. ได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1311 ให้แก่นาง ถ. โดยฝ่ายผู้ร้องอ้างว่า นาง ถ. ทราบดีว่ามีที่ดินบางส่วนเป็นของมารดาของผู้ร้องที่ 2 และไม่ได้ขายที่ดินส่วนนั้นรวมไปด้วย
ต่อมานาง ถ. ถึงแก่ความตาย นาย ส. เป็นผู้จัดการมรดก ผู้ร้องอ้างว่านาย ส. และทายาทของนาง ถ. ทราบดีว่าผู้ร้องทั้งสองครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท และไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน ผู้ร้องทั้งสองจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสองโดยการครอบครองปรปักษ์
ฝ่ายผู้คัดค้านทั้งเจ็ดเป็นบุตรของนาย ส. คัดค้านว่า นาง ห. ได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1311 ทั้งแปลงให้แก่นาง ถ. แล้ว ไม่ได้ยกที่ดินพิพาทให้นาง จ. และผู้ร้องทั้งสองไม่ได้ครอบครองปรปักษ์ แต่เข้าอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทโดยได้รับอนุญาตจากนาย ส.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 203/2552 วินิจฉัยว่า
ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 1311 ซึ่งมีชื่อบุคคลอื่นเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์
การที่ผู้ร้องทั้งสองอ้างว่าได้เข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยรับการยกให้มาจากนาง จ. มารดา เมื่อการโอนให้ดังกล่าวไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การให้จึงตกเป็นโมฆะ
อย่างไรก็ตาม การที่ผู้ร้องทั้งสองครอบครองทำประโยชน์อยู่ในที่ดินพิพาทต่อมา ผู้ร้องทั้งสองย่อมอ้างได้ว่าเป็นการครอบครองอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทด้วยความสงบ เปิดเผย และมีเจตนาเป็นเจ้าของ ซึ่งก็คือการครอบครองปรปักษ์
ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องทั้งสองครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทติดต่อกันเกินกว่า 10 ปี โดยสงบ เปิดเผย และมีเจตนาเป็นเจ้าของ ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสองโดยการครอบครองปรปักษ์
ผลคดี
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 1 งาน 71 ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 1311 เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสองโดยการครอบครองปรปักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน
ศาลฎีกาพิพากษายืน ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งเจ็ดฟังไม่ขึ้น
ผู้ร้องทั้งสองจึงชนะคดี และได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์
สรุป
แม้การให้ที่ดินโดยไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จะตกเป็นโมฆะ แต่หากผู้รับให้เข้าครอบครองที่ดินนั้นต่อมาโดยสงบ เปิดเผย และมีเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเกิน 10 ปี ก็อาจได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์
คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญว่า การครอบครองปรปักษ์ไม่ได้พิจารณาเพียงว่า จุดเริ่มต้นของการครอบครองมาจากนิติกรรมที่สมบูรณ์หรือไม่ แต่ต้องพิจารณาพฤติการณ์การครอบครองภายหลังด้วยว่า ผู้ครอบครองได้แสดงเจตนาเป็นเจ้าของอย่างแท้จริงหรือไม่
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
- มาตรา 525
- มาตรา 1299
- มาตรา 1382
ฎีกาย่อ
ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 1311 ซึ่งมีชื่อบุคคลอื่นเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ การที่ผู้ร้องทั้งสองอ้างว่าได้เข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยรับการยกให้มาจาก จ. มารดา เมื่อการโอนให้ดังกล่าวมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การให้จึงตกเป็นโมฆะ ที่ผู้ร้องทั้งสองครอบครองทำประโยชน์อยู่ในที่ดินพิพาทต่อมา ผู้ร้องทั้งสองจึงอ้างได้ว่าเป็นการครอบครองอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทด้วยความสงบ เปิดเผย และเจตนาเป็นเจ้าของ ซึ่งก็คือการครอบครองปรปักษ์นั่นเอง
อ้างอิง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 203/2552
คำค้นที่เกี่ยวข้อง
ครอบครองปรปักษ์, รับให้ที่ดิน, ให้ที่ดินไม่จดทะเบียน, โฉนดที่ดิน, ป.พ.พ. มาตรา 1382, ป.พ.พ. มาตรา 525, ได้กรรมสิทธิ์โดยครอบครองปรปักษ์, คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 203/2552