สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10545/2553
เรื่อง
รถยนต์ครอบครองปรปักษ์ ยื่นคำร้องขอฝ่ายเดียวต่อศาลได้หรือไม่
ประเด็นข้อกฎหมาย
ผู้ที่อ้างว่าได้กรรมสิทธิ์รถยนต์โดยการครอบครองปรปักษ์ จะยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งรับรองกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาท ในลักษณะคดีไม่มีข้อพิพาทได้หรือไม่
ข้อเท็จจริง
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์กระบะพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์
ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องขอ
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอ
ผู้ร้องอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับว่า รถยนต์กระบะพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382
ผู้คัดค้านฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10545/2553 วินิจฉัยว่า
คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ อันเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 และมาตรา 188 (1) บุคคลใดจะใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอในลักษณะคดีไม่มีข้อพิพาทได้ ต้องมีกฎหมายบัญญัติรับรองให้ใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอในกรณีนั้นได้
แต่กรณีคำร้องขอของผู้ร้อง คือการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์รถยนต์โดยการครอบครองปรปักษ์ ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติรับรองให้ผู้ร้องมาใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอต่อศาลเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทได้
ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทต่อศาล
ปัญหาว่าผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลหรือไม่ เป็นเรื่องอำนาจฟ้อง ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้
ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้คัดค้านในประเด็นอื่นอีกต่อไป
ผลคดี
ศาลฎีกาพิพากษากลับ
ให้ยกคำร้องขอ
ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
สรุป
คดีนี้ต้องแยกเป็น 2 เรื่อง
เรื่องแรก คือ การได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ซึ่งบทบัญญัตินี้กล่าวถึงทั้งอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์
เรื่องที่สอง คือ วิธีใช้สิทธิทางศาล ว่าผู้ร้องจะใช้วิธียื่นคำร้องขอฝ่ายเดียวต่อศาล เพื่อให้ศาลมีคำสั่งรับรองกรรมสิทธิ์รถยนต์โดยครอบครองปรปักษ์ได้หรือไม่
ศาลฎีกาวางหลักว่า การยื่นคำร้องขอเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท ต้องมีกฎหมายบัญญัติรับรองให้ทำได้ แต่กรณีรถยนต์ไม่มีกฎหมายบัญญัติรับรองให้ยื่นคำร้องขอเช่นนั้น
ดังนั้น คดีนี้ไม่ได้หมายความว่า รถยนต์ครอบครองปรปักษ์ไม่ได้เสมอไป แต่หมายความว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิใช้วิธียื่นคำร้องขอฝ่ายเดียวให้ศาลสั่งรับรองกรรมสิทธิ์รถยนต์โดยการครอบครองปรปักษ์เป็นคดีไม่มีข้อพิพาท
ข้อสังเกต
จุดสำคัญของคดีนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่า ผู้ร้องครอบครองรถยนต์ครบ 5 ปีหรือไม่
แต่จุดสำคัญอยู่ที่ว่า ผู้ร้องเลือกใช้วิธีดำเนินคดีถูกต้องหรือไม่
แม้มาตรา 1382 จะเป็นบทบัญญัติว่าด้วยการได้กรรมสิทธิ์โดยครอบครองปรปักษ์ แต่การจะนำสิทธินั้นไปขอให้ศาลรับรองโดยวิธียื่นคำร้องขอฝ่ายเดียว ต้องมีกฎหมายวิธีพิจารณารับรองให้ทำได้
เมื่อไม่มีกฎหมายรับรองให้ยื่นคำร้องขอในกรณีรถยนต์ ศาลฎีกาจึงยกคำร้อง
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1382
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 55
มาตรา 142 (5)
มาตรา 188 (1)
มาตรา 246
มาตรา 247
ฎีกาย่อ
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ อันเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 และมาตรา 188 (1) บุคคลใดต้องใช้สิทธิทางศาล จะต้องมีกฎหมายบัญญัติรับรองให้ใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอในกรณีนั้นได้ แต่กรณีคำร้องขอของผู้ร้อง การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์รถยนต์โดยการครอบครองปรปักษ์ ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติรับรองให้ผู้ร้องมาใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอต่อศาลเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทได้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทต่อศาล ปัญหาว่าผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ เป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247
อ้างอิง
- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10545/2553
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382
- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55, 142 (5), 188 (1), 246, 247