สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1807/2536
ประเด็นข้อกฎหมาย
ทายาทโดยธรรมมีสิทธิในทรัพย์สินที่เจ้ามรดกซึ่งเป็นพระภิกษุได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศหรือไม่
และหากไม่มีสิทธิในทรัพย์สินดังกล่าว จะถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ศาลตั้งเป็นผู้จัดการมรดกได้หรือไม่
ข้อเท็จจริง
ผู้ร้องที่ 1 ได้แต่งงานตามประเพณีนิยมและอยู่กินเป็นสามีภรรยากับเจ้ามรดก โดยมิได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกันสองคน คือ ผู้ร้องที่ 2 และบุตรอีกคนหนึ่ง
ต่อมาเมื่อปี 2508 เจ้ามรดกได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ และจำพรรษาอยู่ในสมณเพศเป็นเวลานานประมาณ 20 ปี จนถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2528 โดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้
ขณะถึงแก่มรณภาพ เจ้ามรดกมีเงินฝากในธนาคารต่าง ๆ ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าเป็นเงินที่เจ้ามรดกได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศ
ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดก ส่วนวัดซึ่งเป็นภูมิลำเนาของเจ้ามรดกขณะมรณภาพยื่นคำคัดค้าน โดยอ้างว่าเงินฝากดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของวัด ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่มีอำนาจจัดการทรัพย์สินดังกล่าว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1807/2536 วินิจฉัยว่า
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1623 บัญญัติว่า ทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศนั้น เมื่อพระภิกษุนั้นถึงแก่มรณภาพ ให้ตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุนั้น เว้นแต่พระภิกษุนั้นจะได้จำหน่ายไปในระหว่างชีวิตหรือโดยพินัยกรรม
ส่วนมาตรา 1624 บัญญัติว่า ทรัพย์สินใดเป็นของบุคคลก่อนอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ทรัพย์สินนั้นหาตกเป็นสมบัติของวัดไม่ และให้เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของบุคคลนั้น หรือบุคคลนั้นจะจำหน่ายโดยประการใดตามกฎหมายก็ได้
สำหรับคดีนี้ ผู้ร้องทั้งสองนำสืบว่า ทรัพย์สินของเจ้ามรดกที่มีอยู่ก่อนอุปสมบทมีเพียงที่นา 40 ไร่ ที่จังหวัดชัยนาทเท่านั้น หาได้นำสืบว่าเจ้ามรดกมีเงินอยู่ก่อนอุปสมบทเป็นจำนวนเท่าใดไม่
ทั้งปรากฏว่าเจ้ามรดกอุปสมบทเป็นพระภิกษุมาตั้งแต่ปี 2508 ก่อนถึงแก่มรณภาพเป็นเวลานานประมาณ 20 ปี เงินฝากในธนาคารต่าง ๆ ในนามของเจ้ามรดกจึงเชื่อได้ว่าเป็นเงินที่เจ้ามรดกได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศ
เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่มรณภาพโดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้ เงินฝากดังกล่าวจึงตกเป็นสมบัติของวัดผู้คัดค้าน ซึ่งเป็นวัดที่เป็นภูมิลำเนาของเจ้ามรดก
แม้ผู้ร้องที่ 2 จะเป็นบุตรนอกกฎหมายที่เจ้ามรดกได้รับรองแล้ว และเป็นทายาทโดยธรรมก็ตาม ก็ไม่มีสิทธิในเงินจำนวนดังกล่าว ผู้ร้องที่ 2 จึงมิใช่ทายาทของเจ้ามรดกสำหรับเงินจำนวนนี้ และไม่มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ศาลตั้งเป็นผู้จัดการมรดกได้
ผลคดี
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดก
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง
ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง
สรุป
ทรัพย์สินของพระภิกษุต้องแยกพิจารณาว่าเป็นทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนอุปสมบท หรือเป็นทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศ
หากเป็นทรัพย์สินที่พระภิกษุได้มาในระหว่างสมณเพศ และพระภิกษุมรณภาพโดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้ ทรัพย์สินนั้นย่อมตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1623
ทายาทโดยธรรมจึงไม่มีสิทธิในทรัพย์สินส่วนนั้น และไม่ถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ศาลตั้งเป็นผู้จัดการมรดกในทรัพย์สินดังกล่าวได้
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1623
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1624
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713
ฎีกาย่อ
เมื่อเจ้ามรดกเป็นพระภิกษุถึงแก่มรณภาพโดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้ เงินของเจ้ามรดกที่ได้มาในระหว่างที่อยู่ในสมณเพศจึงตกเป็นสมบัติของผู้คัดค้านซึ่งเป็นวัดที่เป็นภูมิลำเนาของเจ้ามรดก แม้ผู้ร้องที่ 2 จะเป็นบุตรนอกกฎหมายที่เจ้ามรดกได้รับรองแล้วและเป็นทายาทโดยธรรม ก็หามีสิทธิในเงินดังกล่าวไม่ จึงไม่ใช่ทายาทสำหรับเงินจำนวนนี้ และมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะมาร้องขอให้ศาลตั้งเป็นผู้จัดการมรดกได้
อ้างอิง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1807/2536
แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ