ฟ้องหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา แต่ไม่บรรยายว่า “โดยการโฆษณา” ฟ้องชอบหรือไม่
คดีนี้มีประเด็นข้อกฎหมายสำคัญว่า
การฟ้องความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 หากคำฟ้องบรรยายเพียงว่า จำเลยใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง
แต่ไม่ได้บรรยายว่าเป็นการใส่ความ “โดยการโฆษณา”
จะถือว่าเป็นคำฟ้องที่ครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่
อีกประเด็นหนึ่งคือ
การทำหนังสือร้องเรียนส่งถึงบุคคลหรือคณะกรรมการเฉพาะ ถือเป็นการทำให้แพร่หลาย เผยแพร่ หรือป่าวประกาศต่อสาธารณชน อันอยู่ในความหมายของคำว่า “การโฆษณา” ตามมาตรา 328 หรือไม่
และในชั้นฎีกา มีประเด็นสำคัญว่า
เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ เพราะเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ต้องห้าม แต่โจทก์ฎีกาโดยกลับไปโต้เถียงดุลพินิจของศาลชั้นต้น เรื่องน้ำหนักพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง จะถือว่าเป็นฎีกาที่คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยชอบหรือไม่
โจทก์เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งหนึ่ง
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งเจ็ดรู้ว่าไม่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แต่ได้ทำหนังสือร้องเรียนกล่าวหาโจทก์ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ
หนังสือร้องเรียนดังกล่าวส่งถึงประธานกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย และกรรมการสภามหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย
สาระของหนังสือร้องเรียน คือ ขอให้พิจารณาให้โจทก์หยุดปฏิบัติหน้าที่รักษาราชการแทนอธิการบดี
โจทก์เห็นว่า ข้อความดังกล่าวทำให้บุคคลที่สามเข้าใจว่าโจทก์เป็นบุคคลไม่ดี ไม่ซื่อสัตย์ต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ มีความประพฤติเสียหาย มีมลทินมัวหมอง และอาจกระทบต่อการเสนอชื่อโจทก์ขึ้นทูลเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นอธิการบดี
โจทก์จึงฟ้องจำเลยหลายฐานความผิด ได้แก่ ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน หมิ่นประมาท และหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา
ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 7 ศาลชั้นต้นอนุญาต คดีจึงเหลือเฉพาะจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6
ศาลชั้นต้น
ไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3
พิพากษายกอุทธรณ์ เพราะเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ต้องห้าม
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกา
พิพากษายืน
ในประเด็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง
แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม “โดยการโฆษณา”
ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328
จึงเป็นฟ้องที่ไม่ครบองค์ประกอบความผิด ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5)
ศาลฎีกายังวินิจฉัยต่อไปว่า
การทำหนังสือร้องเรียนโจทก์ต่อผู้อื่น มิใช่การทำให้แพร่หลาย หรือเผยแพร่ หรือป่าวประกาศไปยังสาธารณชน อันจะอยู่ในความหมายของการโฆษณาตามมาตรา 328
ดังนั้น หนังสือร้องเรียนที่ส่งถึงบุคคลหรือคณะกรรมการเฉพาะ ไม่ใช่การโฆษณาเสมอไป
สำหรับความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน และหมิ่นประมาท ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ เพราะเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ต้องห้าม
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กรณีนี้ไม่ใช่กรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต่างพิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงไม่ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220
แต่ปัญหาคือ ฎีกาของโจทก์กลับโต้เถียงว่า พยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมีน้ำหนักและมีมูลเพียงพอที่ศาลชั้นต้นจะประทับรับฟ้องไว้พิจารณา
ซึ่งเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น
โจทก์ไม่ได้กล่าวโต้แย้งไว้ในฎีกาว่า
คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ถูกต้องอย่างไร
ที่ถูกต้องเป็นเช่นไร
และไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 เพราะเหตุใด
ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาที่ไม่ได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อันเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง
คดีนี้มีหลักสำคัญ 2 เรื่อง
เรื่องแรก
หากจะฟ้องความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 คำฟ้องต้องบรรยายองค์ประกอบเรื่อง “การโฆษณา” ให้ครบ
เพียงบรรยายว่า จำเลยใส่ความต่อบุคคลที่สาม ทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ยังไม่เพียงพอสำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา
อีกทั้ง การทำหนังสือร้องเรียนส่งถึงบุคคลหรือคณะกรรมการเฉพาะ มิใช่การทำให้แพร่หลาย เผยแพร่ หรือป่าวประกาศต่อสาธารณชน จึงไม่อยู่ในความหมายของการโฆษณาตามมาตรา 328
เรื่องที่สอง
การเขียนฎีกาต้องคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยตรง
หากศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าอุทธรณ์ต้องห้าม ผู้ฎีกาต้องชี้ให้เห็นว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยผิดอย่างไร ที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร และไม่เห็นด้วยเพราะเหตุใด
การย้อนกลับไปโต้เถียงดุลพินิจของศาลชั้นต้นเรื่องน้ำหนักพยานหลักฐาน โดยไม่คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ตรงประเด็น ย่อมเป็นฎีกาที่ไม่ชอบตามมาตรา 216 วรรคหนึ่ง
ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 136, 137, 326, 328
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 158 (5), 216 วรรคหนึ่ง, 220
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499
มาตรา 4
พระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520
มาตรา 3
คำฟ้องโจทก์บรรยายเพียงการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ที่ใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยไม่ได้บรรยายว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามโดยการโฆษณาอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 เป็นฟ้องที่ไม่ครบองค์ประกอบความผิด ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ส่วนการทำหนังสือร้องเรียนโจทก์ต่อผู้อื่นมิใช่การทำให้แพร่หลายหรือเผยแพร่หรือป่าวประกาศไปยังสาธารณชนในความหมายของการโฆษณาตามมาตรา 328 ดังกล่าว
ความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน และฐานหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136, 137 และ 326 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์เพราะเป็นอุทธรณ์ต้องห้าม มิใช่กรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงไม่ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3
อ้างอิง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1643/2568
คำค้นที่เกี่ยวข้อง
ฟ้องหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา, มาตรา 328, หมิ่นประมาท, หนังสือร้องเรียน, การโฆษณา, คำฟ้องไม่ครบองค์ประกอบ, ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5), การเขียนฎีกา, ฎีกาไม่คัดค้านศาลอุทธรณ์, ป.วิ.อ. มาตรา 216, อุทธรณ์ต้องห้าม, ฎีกาศึกษา