คดีนี้มีประเด็นข้อกฎหมายสำคัญว่า หนี้ที่สืบเนื่องจากสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง แม้มีการบอกเลิกสัญญาแล้ว ยังอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 หรือไม่
และการนำหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างให้ชำระค่าจ้าง ไปปิดไว้หน้าบ้านลูกหนี้ในลักษณะ “เอกสารเปิดผนึก” ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถมองเห็นข้อความทวงถามหนี้ได้อย่างชัดเจน เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 11 (4), 39 หรือไม่
อีกประเด็นหนึ่งคือ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่โต้แย้งว่า ตนไม่ได้เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 หรือไม่
ผู้เสียหายว่าจ้างจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ให้รื้อบ้านหลังเดิมและก่อสร้างบ้านหลังใหม่
ต่อมา ระหว่างการก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ เกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับค่าจ้างและค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง
จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นทนายความ จัดทำหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างให้ชำระค่าจ้าง ตามเอกสารหมาย จ.16
หนังสือดังกล่าวเรียกให้ผู้เสียหายชำระเงินรวม 235,605 บาท ได้แก่ ค่าแรงคนงาน 55,125 บาท ค่าวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง 72,480 บาท ค่ากระจกอะลูมิเนียม 68,000 บาท และค่าอุปกรณ์ไฟฟ้าพร้อมค่าแรง 40,000 บาท
จำเลยที่ 2 จัดทำหนังสือ จ.16 แล้วมอบให้จำเลยที่ 1 นำหนังสือดังกล่าวไปปิดไว้ที่หน้าบ้านของผู้เสียหายรวม 2 หลัง
ลักษณะการปิดหนังสือเป็น “เอกสารเปิดผนึก” บุคคลทั่วไปสามารถมองเห็นข้อความทวงถามหนี้ได้อย่างชัดเจน
ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจึงจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หนี้สินมีมูลกรณีสืบเนื่องมาจากสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างของจำเลยที่ 1 ซึ่งถือเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค
จำเลยที่ 1 จึงเป็น “ผู้ทวงถามหนี้” ตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 3
การทวงถามหนี้ตามกฎหมายดังกล่าว ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแต่หนี้ที่เรียกร้องให้ปฏิบัติตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างโดยตรงในขณะที่สัญญายังไม่เลิกกันเท่านั้น
แม้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 จะบอกเลิกสัญญาจ้างเหมาไปยังผู้เสียหายแล้วก็ตาม แต่ตามสำเนาหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างให้ชำระค่าจ้าง เอกสารหมาย จ.16 มีลักษณะเป็นการเรียกร้องเอาค่าการงานซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ทำขึ้นเป็นประโยชน์แก่ผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง
เมื่อจำเลยที่ 2 จัดทำหนังสือดังกล่าว และมอบให้จำเลยที่ 1 นำไปปิดไว้ที่หน้าบ้านของผู้เสียหายในลักษณะเอกสารเปิดผนึก ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถมองเห็นข้อความทวงถามหนี้ได้อย่างชัดเจน การกระทำจึงเข้าลักษณะความผิดตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 11 (4), 39
ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่โต้แย้งว่า ตนไม่ได้เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 นั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 11 (4), 39 ลงโทษปรับ 10,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 5,000 บาท
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 11 (4), 39 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 คำให้การและคำเบิกความของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงปรับ 7,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยที่ 2 ฎีกา
ศาลฎีกาพิพากษายืน
คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า หนี้ที่สืบเนื่องจากสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง แม้มีการบอกเลิกสัญญาแล้ว หากเป็นการเรียกร้องเอาค่าการงานที่ทำขึ้นเป็นประโยชน์แก่ลูกหนี้ ก็ยังอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 ได้
การทวงถามหนี้ตามกฎหมายฉบับนี้ ไม่ได้จำกัดเฉพาะหนี้ที่เรียกร้องให้ปฏิบัติตามสัญญาโดยตรงในขณะที่สัญญายังไม่เลิกกันเท่านั้น
เมื่อหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างให้ชำระค่าจ้างถูกนำไปปิดไว้ที่หน้าบ้านผู้เสียหายในลักษณะเอกสารเปิดผนึก และบุคคลทั่วไปสามารถมองเห็นข้อความทวงถามหนี้ได้อย่างชัดเจน ย่อมเป็นการทวงถามหนี้ในลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 11 (4)
สรุปสั้น ๆ คือ เจ้าหนี้มีสิทธิทวงหนี้ได้ และทนายความมีสิทธิทำหนังสือบอกกล่าวแทนลูกความได้ แต่การทวงถามหนี้ต้องระวังวิธีการ โดยเฉพาะการนำหนังสือทวงถามหนี้ไปปิดไว้หน้าบ้านลูกหนี้แบบเปิดผนึก เพราะอาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายทวงถามหนี้
พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 3, 11 (4), 39
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391
ฎีกาของจำเลยที่ 2 โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่ฟังว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงมิใช่ปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 5,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้โดยให้ปรับ 7,500 บาท ถือเป็นการแก้ไขเล็กน้อยโดยไม่มีการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 เกินกว่าห้าปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง
หนี้อันมีมูลกรณีสืบเนื่องมาจากสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างของจำเลยที่ 1 ซึ่งถือเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคเป็น “ผู้ทวงถามหนี้” ตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 3 ในการทวงถามหนี้ย่อมตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 ซึ่งหาได้จำกัดอยู่เฉพาะแต่หนี้ที่เรียกร้องให้ปฏิบัติตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างโดยตรงในขณะที่สัญญายังไม่เลิกกันเท่านั้น แม้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาจ้างเหมาไปยังผู้เสียหายอันมีผลทำให้สัญญาเลิกกันแล้วก็ตาม เมื่อตามสำเนาหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างให้ชำระค่าจ้างทวงถามผู้เสียหายให้ชำระค่าแรงคนงาน ค่าวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง ค่ากระจกอะลูมิเนียม และค่าอุปกรณ์ไฟฟ้าพร้อมค่าแรง มีลักษณะเป็นการเรียกร้องเอาค่าการงานซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ทำขึ้นเป็นประโยชน์แก่ผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 391 วรรคหนึ่ง และจำเลยที่ 2 ทวงถามหนี้ดังกล่าวไปยังผู้เสียหายในลักษณะของเอกสารเปิดผนึก การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 11 (4), 39
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1163/2568
คำค้นที่เกี่ยวข้อง: ทวงถามหนี้โดยเอกสารเปิดผนึก, หนังสือทวงถามหนี้ติดหน้าบ้าน, พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 11 (4), ผู้ทวงถามหนี้, ทนายความผู้รับมอบอำนาจ, หนี้จากสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง, ต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริง