ฎีกาที่ 9696/2552

#ฎีกาศึกษา #ทนายความ

สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9696/2552

เรื่อง เอาที่ดินของเราไปออกโฉนด ต้องฟ้องภายใน 1 ปีหรือไม่

ประเด็นข้อกฎหมาย

การฟ้องคดีเพื่อปลดเปลื้องการรบกวนการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1374 โจทก์ผู้ครอบครองที่ดินพิพาทจะต้องถูกรบกวนโดยการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากฝ่ายจำเลย

การที่ฝ่ายจำเลยเพียงแต่ไปขอออกโฉนดที่ดินพิพาท ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ ที่โจทก์จะต้องฟ้องขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินภายใน 1 ปี นับแต่วันออกโฉนดที่ดิน

ข้อเท็จจริง

นาง ห. หรือ ล. เป็นมารดาของนาย ล.ฟ. และนาย ล.ง.

โจทก์เป็นบุตรของนาย ล.ฟ. ส่วนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นบุตรของนาย ล.ง. เดิมที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ หรือ น.ส.3 มีชื่อนาง ห. เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง

เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2520 นาง ห. ประสงค์จะยกที่ดินดังกล่าวให้แก่บุตรทั้งสองคนละครึ่ง โดยให้นาย ล.ฟ. ได้สิทธิครอบครองที่ดินทางด้านทิศตะวันออก ส่วนนาย ล.ง. ได้สิทธิครอบครองที่ดินทางด้านทิศตะวันตก

แต่เนื่องจากนาย ล.ฟ. เป็นบุคคลต่างด้าวสัญชาติจีน นาง ห. จึงจดทะเบียนยกที่ดินให้มีชื่อนาย ล.ง. แต่เพียงผู้เดียว

จากนั้นทั้งนาย ล.ฟ. และนาย ล.ง. ต่างก็ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินส่วนของตน แยกเป็นส่วนสัดโดยสงบเปิดเผยตั้งแต่เดือนกันยายน 2520 เป็นต้นมา

ต่อมาปี 2523 นาย ล.ฟ. บิดาโจทก์ ได้ยกที่ดินส่วนของนาย ล.ฟ. ให้แก่โจทก์ จากนั้นโจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ด้วยการปลูกสวนยางพาราเต็มพื้นที่

ต่อมานาย ล.ง. ได้นำที่ดินตาม น.ส.3 ดังกล่าวไปขอออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 84453 และ 84454 โดยมีชื่อนาย ล.ง. เป็นผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินทั้งสองแปลง ทับที่ดินส่วนที่โจทก์ครอบครองทำประโยชน์

โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 84453 และ 84454 และเพิกถอนชื่อนาย ล.ง. ออกจากทะเบียนโฉนดที่ดินดังกล่าว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9696/2552 วินิจฉัยว่า

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นาง ห. ยกที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ หรือ น.ส.3 ให้นาย ล.ฟ. และนาย ล.ง. คนละครึ่ง

โดยนาย ล.ฟ. ได้ที่ดินทางด้านทิศตะวันออก ส่วนนาย ล.ง. ได้ทางด้านทิศตะวันตก

หลังจากได้รับการยกให้ นาย ล.ฟ. เข้าทำประโยชน์โดยทำสวนยางพารา ต่อมาปี 2523 นาย ล.ฟ. ยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ หลังจากนั้นโจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ทำสวนยางพารา โดยเจตนายึดถือเพื่อตนตลอดมาถึงปัจจุบัน

การให้ที่ดินพิพาทระหว่างนาง ห. กับนาย ล.ฟ. บิดาโจทก์ แม้ไม่ได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จะไม่สมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 525 ก็ตาม

แต่ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่าที่มีเพียงหนังสือรับรองการทำประโยชน์ หรือ น.ส.3 เป็นหลักฐาน เจ้าของที่ดินจึงมีเพียงสิทธิครอบครองเท่านั้น

เมื่อนาง ห. ได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่นาย ล.ฟ. บิดาโจทก์ ถือว่านาง ห. ได้สละการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่นาย ล.ฟ. บิดาโจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1377, 1378 แล้ว

เมื่อโจทก์ได้เข้าครอบครองโดยนาย ล.ฟ. บิดาโจทก์ยกให้ โจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 ตั้งแต่ปี 2523

การที่นาย ล.ง. บิดาจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 6 นำที่ดินพิพาทส่วนที่โจทก์มีสิทธิครอบครองไปขอออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 84453 และ 84454 โดยโจทก์ไม่ทราบเรื่อง และนาย ล.ง. มิได้บอกให้โจทก์ทราบ

ถึงกระนั้น โจทก์ก็ยังคงครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

การที่นาย ล.ง. ไปขอออกโฉนดที่ดินดังกล่าวโดยรวมเอาที่ดินพิพาทเข้าไปด้วยนั้น หาเป็นเหตุให้สิทธิครอบครองของโจทก์เหนือที่ดินพิพาทที่มีอยู่แล้วโดยสมบูรณ์เสียไปไม่

เมื่อในขณะออกโฉนดที่ดิน นาย ล.ง. ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จึงเป็นการออกโฉนดที่ดินให้นาย ล.ง. โดยไม่ชอบ

นาย ล.ง. จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท และย่อมไม่มีสิทธิที่จะนำที่ดินพิพาทไปทำพินัยกรรมยกให้แก่ทายาทของตน

ศาลจึงชอบที่จะสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทในส่วนที่ออกโดยไม่ถูกต้องได้

ประเด็นเรื่องฟ้องภายใน 1 ปี

จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การที่นาย ล.ง. ขอออกโฉนดที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2539 ถือเป็นการรบกวนสิทธิครอบครอง โจทก์มิได้ฟ้องคดีเพื่อปลดเปลื้องการรบกวนการครอบครองภายใน 1 ปี นับแต่วันออกโฉนดที่ดิน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การฟ้องคดีเพื่อปลดเปลื้องการรบกวนการครอบครอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1374 นั้น โจทก์ผู้ครอบครองที่ดินพิพาทจะต้องถูกรบกวนโดยการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากฝ่ายจำเลย

การที่นาย ล.ง. เพียงแต่ไปขอออกโฉนดที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2539 นั้น ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์

ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ผลคดี

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 84453 และ 84454 ซึ่งมีชื่อนาย ล.ง. เป็นเจ้าของ

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 84453 และ 84454 เฉพาะส่วนที่ทับที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองครึ่งหนึ่งทางด้านทิศตะวันออก

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9

สรุป

ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่าที่มีเพียง น.ส.3 เป็นหลักฐาน เจ้าของจึงมีเพียงสิทธิครอบครอง

เมื่อนาง ห. ส่งมอบการครอบครองให้แก่นาย ล.ฟ. และต่อมานาย ล.ฟ. ยกให้โจทก์ โจทก์จึงได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท

การที่นาย ล.ง. นำที่ดินส่วนที่โจทก์มีสิทธิครอบครองไปขอออกโฉนด ไม่ทำให้สิทธิครอบครองของโจทก์เสียไป และเป็นการออกโฉนดในส่วนนั้นโดยไม่ชอบ

อีกทั้งการเพียงไปขอออกโฉนดที่ดินพิพาท ยังไม่ถือว่าเป็นการรบกวนการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1374 เพราะยังไม่มีการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์

โจทก์จึงไม่จำต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันออกโฉนด และศาลมีอำนาจเพิกถอนโฉนดที่ดินเฉพาะส่วนที่ออกโดยไม่ถูกต้องได้

ฎีกาย่อ

การฟ้องคดีเพื่อปลดเปลื้องการรบกวนการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1374 โจทก์ผู้ครอบครองที่ดินพิพาทจะต้องถูกรบกวนโดยการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากฝ่ายจำเลย การที่ฝ่ายจำเลยเพียงแต่ไปขอออกโฉนดที่ดินพิพาท ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ที่โจทก์จะต้องฟ้องขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินภายใน 1 ปี นับแต่วันออกโฉนดที่ดิน

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367
  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373
  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1374
  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1377
  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1378

อ้างอิง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9696/2552

คำค้นที่เกี่ยวข้อง

ออกโฉนดทับที่ดิน
เพิกถอนโฉนดที่ดิน
ฟ้องภายใน 1 ปี
รบกวนการครอบครอง
แย่งการครอบครอง
สิทธิครอบครอง
ที่ดิน น.ส.3
ที่ดินมือเปล่า
ป.พ.พ. มาตรา 1374
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9696/2552

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า