ฎีกาที่ 1064/2532

#ฎีกาศึกษา #ทนายความ

สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1064/2532

เรื่อง ทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาระหว่างอยู่ในสมณเพศ เมื่อมรณภาพตกเป็นของวัดหรือไม่
ประเด็นข้อกฎหมาย

คดีนี้มีประเด็นว่า เงินฝากธนาคารพร้อมดอกเบี้ย ซึ่งมีที่มาจากการขายที่นาของพระภิกษุ ข. เป็นทรัพย์สินที่พระภิกษุ ข. ได้มาในระหว่างอยู่ในสมณเพศหรือไม่

หากเป็นทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างอยู่ในสมณเพศ เมื่อพระภิกษุ ข. ถึงแก่มรณภาพ เงินฝากดังกล่าวจะตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุ ข. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1623 หรือไม่

ข้อเท็จจริง

พระภิกษุ ข. จำพรรษาอยู่ที่วัดโจทก์

พระภิกษุ ข. มีที่นา 1 แปลง ต่อมาได้ขายที่นาแปลงดังกล่าว และนำเงินที่ขายได้จำนวน 40,000 บาท ไปฝากธนาคาร โดยบัญชีเงินฝากระบุให้พระภิกษุ ข. หรือจำเลยมีสิทธิถอนเงินได้

ต่อมาพระภิกษุ ข. ถึงแก่มรณภาพที่วัดโจทก์ โดยไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใด

จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของพระภิกษุ ข. ตามคำสั่งศาล ได้ถอนเงินฝากพร้อมดอกเบี้ยออกจากธนาคาร แต่วัดโจทก์เห็นว่าเงินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่พระภิกษุ ข. ได้มาในระหว่างอยู่ในสมณเพศ จึงฟ้องขอให้จำเลยส่งมอบเงินคืนแก่โจทก์

จำเลยให้การต่อสู้ว่า เงินตามฟ้องเป็นเงินที่พระภิกษุ ข. ได้มาจากการขายที่นา ซึ่งเป็นทรัพย์ที่พระภิกษุ ข. ได้มาก่อนอุปสมบท และอ้างว่าพระภิกษุ ข. ยกเงินดังกล่าวให้จำเลยแล้ว เงินจึงตกเป็นของจำเลย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1064/2532 วินิจฉัยว่า

ศาลฎีกาพิจารณาจากสมุดทะเบียนประวัติภิกษุ พบว่า พระภิกษุ ข. เกิดเมื่อ พ.ศ. 2435 บวชเป็นสามเณรเมื่อ พ.ศ. 2453 และบวชเป็นพระภิกษุเมื่อ พ.ศ. 2455 แล้วอยู่ในสมณเพศเรื่อยมาจนถึงแก่มรณภาพ

แสดงว่า พระภิกษุ ข. บวชเป็นสามเณรตั้งแต่อายุ 18 ปี และบวชเป็นพระภิกษุเมื่ออายุครบ 20 ปี

ที่จำเลยนำสืบว่า บิดามารดาของพระภิกษุ ข. ยกที่นาให้พระภิกษุ ข. ตั้งแต่ก่อนบวชเป็นสามเณร คือก่อนอายุ 18 ปีนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ เพราะขณะนั้นพระภิกษุ ข. ยังมีอายุน้อยและเป็นเด็กอยู่

ศาลฎีกาเชื่อว่า บิดามารดาของพระภิกษุ ข. ได้ยกที่นาดังกล่าวให้แก่พระภิกษุ ข. ภายหลังจากพระภิกษุ ข. บวชเป็นพระภิกษุแล้ว

ส่วนที่ ส.ค. 1 ของที่นาดังกล่าวระบุว่า พระภิกษุ ข. ได้ที่นามาประมาณ 50 ปีนั้น ก็เป็นเพียงการประมาณเท่านั้น ความจริงอาจได้มาไม่ถึง 50 ปีก็เป็นได้

ดังนั้น ที่นาดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์ที่พระภิกษุ ข. ได้มาในระหว่างอยู่ในสมณเพศ

เมื่อพระภิกษุ ข. ขายที่นาดังกล่าว แล้วนำเงินไปฝากธนาคาร เงินที่นำไปฝากธนาคารรวมทั้งดอกเบี้ยที่ได้รับ ถือว่าเป็นทรัพย์ที่พระภิกษุ ข. ได้มาในระหว่างที่อยู่ในสมณเพศด้วย

เมื่อพระภิกษุ ข. ถึงแก่มรณภาพที่วัดโจทก์ ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุ ข. เงินฝากดังกล่าวจึงตกเป็นของวัดโจทก์

ผลคดี

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงินจำนวน 67,111.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นให้จำเลยคืนเงิน 66,408.26 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง คือวันที่ 15 เมษายน 2528 เป็นต้นไป จนกว่าจะคืนเงินให้โจทก์เสร็จ

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์

สรุป

คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักว่า ต้องพิจารณาว่าทรัพย์สินของพระภิกษุได้มาเมื่อใด

หากเป็นทรัพย์สินที่พระภิกษุได้มาในระหว่างอยู่ในสมณเพศ เมื่อพระภิกษุถึงแก่มรณภาพ ทรัพย์สินนั้นย่อมตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1623 เว้นแต่พระภิกษุจะได้จำหน่ายไปในระหว่างชีวิตหรือโดยพินัยกรรม

ในคดีนี้ ศาลฎีกาฟังว่า พระภิกษุ ข. ได้ที่นาหลังจากบวชเป็นพระภิกษุแล้ว ที่นาจึงเป็นทรัพย์ที่ได้มาในระหว่างอยู่ในสมณเพศ

เมื่อขายที่นาและนำเงินไปฝากธนาคาร เงินฝากพร้อมดอกเบี้ยก็ถือเป็นทรัพย์ที่พระภิกษุ ข. ได้มาในระหว่างอยู่ในสมณเพศด้วย

ดังนั้น เมื่อพระภิกษุ ข. มรณภาพที่วัดโจทก์ เงินฝากดังกล่าวจึงตกเป็นของวัดโจทก์ ไม่ใช่ของจำเลย

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1623

ฎีกาย่อ

บิดามารดายกที่นาให้แก่พระภิกษุ ข. ภายหลังที่พระภิกษุ ข. บวชเป็นพระภิกษุ เมื่อพระภิกษุ ข. ขายที่นาแปลงดังกล่าวและนำเงินที่ขายได้ไปฝากธนาคาร เงินที่นำไปฝากธนาคารรวมทั้งดอกเบี้ยที่ได้รับ ถือว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาในระหว่างที่อยู่ในสมณเพศ เมื่อพระภิกษุ ข. ถึงแก่มรณภาพ เงินฝากดังกล่าวย่อมตกเป็นของวัดโจทก์ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุ ข.

อ้างอิง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1064/2532
คำค้นที่เกี่ยวข้อง: ทรัพย์สินพระภิกษุ, มาตรา 1623, ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมณเพศ, พระภิกษุมรณภาพ, ทรัพย์สินตกเป็นของวัด, วัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุ, เงินฝากพระภิกษุ, ฎีกาที่ 1064/2532

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า