สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8622/2568
เรื่อง
ความผิดฐานฉ้อโกง
กรณีอ้างว่านำกรรมวิธีตามสิทธิบัตรการประดิษฐ์ไปใช้
โดยไม่มีการโอนสิทธิเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
ประเด็นข้อกฎหมาย
ฟ้องของโจทก์มีมูลความผิดฐานฉ้อโกง
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 หรือไม่
โดยเฉพาะประเด็นว่า
การที่โจทก์กล่าวอ้างว่า
จำเลยที่ 4 นำสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ไปใช้
ทำให้ข้าวสำเร็จรูปของบริษัทจำเลยที่ 4 นุ่มขึ้น
จะถือว่าจำเลยทั้งสี่
“ได้ไปซึ่งทรัพย์สิน”
อันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่
ข้อเท็จจริง
โจทก์เป็นผู้ทรงสิทธิบัตรการประดิษฐ์ เกี่ยวกับกรรมวิธีการผลิตข้าวสำเร็จรูป
โจทก์เป็นฝ่ายนำเสนอสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่พิจารณาเอง มีการเจรจาและประชุมร่วมกันกับจำเลยที่ 2 และที่ 3
โจทก์ได้อธิบายกรรมวิธีการผลิต และขั้นตอนเกือบทั้งหมดของสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังเพื่อพิจารณา โดยจำเลยที่ 3 บันทึกภาพและเสียงการสนทนาไว้ เพื่อไปนำเสนอจำเลยที่ 1 พิจารณา และนัดหมายให้โจทก์พบจำเลยที่ 1 ต่อไป
ภายหลังโจทก์ติดต่อไปยังจำเลยที่ 3 เพื่อสอบถามความคืบหน้าหลายครั้ง จำเลยที่ 3 ขอยกเลิก ไม่เจรจากับโจทก์
โจทก์เคยส่งข้าวสำเร็จรูปของบริษัทจำเลยที่ 4 ไปตรวจที่ห้องปฏิบัติการ พบว่าข้าวของจำเลยที่ 4 นุ่มขึ้น
โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีอาญา ในความผิดฐานฉ้อโกง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8622/2568 วินิจฉัยว่า
สิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ เป็นกรรมวิธีการผลิตข้าวสำเร็จรูป เป็นวัตถุไม่มีรูปร่าง ซึ่งมีราคาและอาจถือเอาได้ จึงเป็นทรัพย์สินประเภทหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 138
แต่ความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 นั้น ผู้หลอกลวงผู้อื่นจะต้อง “ได้ไปซึ่งทรัพย์สิน” จากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม
สิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ ได้มาตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 38 ระบุชื่อโจทก์เป็นผู้ทรงสิทธิบัตรการประดิษฐ์
จำเลยทั้งสี่จะได้ไปซึ่งสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ได้ ก็ต้องมีการโอนสิทธิบัตรของโจทก์ โดยทำเป็นหนังสือ และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง
จำเลยทั้งสี่ไม่อาจได้สิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ไป โดยไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติ
ศาลฎีกาเห็นว่า
โจทก์เป็นฝ่ายนำเสนอสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่พิจารณาเอง ไม่ปรากฏว่า จำเลยทั้งสี่หลอกลวงโจทก์อย่างไร
แม้โจทก์กล่าวอ้างในทำนองว่า จำเลยที่ 4 นำสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ไปใช้ ทำให้ข้าวนุ่มขึ้น ก็ไม่สามารถได้ไปซึ่งสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ โดยปราศจากการโอนสิทธิเป็นหนังสือ และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงยังไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341
หากจะมีกรณีที่จำเลยที่ 4 นำกรรมวิธีการผลิตข้าวสำเร็จรูป อันเป็นสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ไปใช้ ก็เป็นกรณีที่โจทก์ต้องไปว่ากล่าวกับจำเลยที่ 4 เกี่ยวกับเรื่องละเมิดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ ซึ่งยังคงอยู่กับโจทก์
สรุป
สิทธิบัตรการประดิษฐ์ เป็นทรัพย์สินประเภทหนึ่งตามกฎหมาย แต่ในความผิดฐานฉ้อโกง ผู้กระทำต้องได้ไปซึ่งทรัพย์สิน จากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม
เมื่อสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ ยังคงระบุชื่อโจทก์เป็นผู้ทรงสิทธิบัตร และการจะโอนสิทธิบัตรได้ ต้องทำเป็นหนังสือ และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยทั้งสี่จึงไม่อาจได้สิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ไป โดยไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติ
อีกทั้งไม่ปรากฏว่า จำเลยทั้งสี่หลอกลวงโจทก์อย่างไร กรณีจึงยังไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341
หากมีการนำกรรมวิธีการผลิตข้าวสำเร็จรูป อันเป็นสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ไปใช้จริง เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องไปว่ากล่าว เกี่ยวกับเรื่องละเมิดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ไม่ใช่ความผิดฐานฉ้อโกง
ผลคดี
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน
ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 83, มาตรา 341
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 138
พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522
มาตรา 38, มาตรา 41 วรรคหนึ่ง
พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522
มาตรา 36, มาตรา 85
เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิบัตรและโทษทางอาญา
ตัวบทย่อเกี่ยวกับโทษทางอาญา
พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 36
ผู้ทรงสิทธิบัตรเท่านั้น มีสิทธิใช้กรรมวิธีตามสิทธิบัตร
ในกรณีสิทธิบัตรกรรมวิธี ผู้ทรงสิทธิบัตรมีสิทธิในการใช้กรรมวิธีตามสิทธิบัตร รวมถึงผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยใช้กรรมวิธีตามสิทธิบัตร
พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 85
บุคคลใดกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา 36 หรือมาตรา 63 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ทรงสิทธิบัตร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ดังนั้น หากมีการนำกรรมวิธีตามสิทธิบัตรไปใช้จริง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ทรงสิทธิบัตร ประเด็นทางกฎหมายอาจเป็นเรื่องละเมิดสิทธิบัตร ซึ่งมีกำหนดโทษทางอาญาตามมาตรา 85
แต่ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยเฉพาะประเด็นว่า ฟ้องของโจทก์ไม่มีมูลความผิดฐานฉ้อโกง เพราะไม่เข้าองค์ประกอบเรื่อง “ได้ไปซึ่งทรัพย์สิน”
หมายเหตุ
คดีนี้ต้องแยกประเด็นให้ชัดเจนว่า
“นำกรรมวิธีตามสิทธิบัตรไปใช้”
กับ
“ได้สิทธิบัตรไป”
เป็นคนละประเด็นกัน
หากไม่มีการโอนสิทธิบัตร โดยทำเป็นหนังสือ และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ยังถือไม่ได้ว่า จำเลยได้สิทธิบัตรของโจทก์ไป จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกง
คำค้นที่เกี่ยวข้อง: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8622/2568, ฉ้อโกง, สิทธิบัตร, ละเมิดสิทธิบัตร, สิทธิบัตรการประดิษฐ์, กรรมวิธีการผลิตข้าวสำเร็จรูป, ได้ไปซึ่งทรัพย์สิน, โอนสิทธิบัตร, จดทะเบียนโอนสิทธิบัตร, พระราชบัญญัติสิทธิบัตร มาตรา 36, พระราชบัญญัติสิทธิบัตร มาตรา 85, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, ฎีกาศึกษา