สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7340/2542
เรื่อง
ต้นยูคาลิปตัสเป็นส่วนควบของที่ดินหรือไม่
และจำเลยขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวได้หรือไม่
หากไม่ได้ฟ้องแย้ง
ประเด็นข้อกฎหมาย
คดีนี้มีประเด็นข้อกฎหมายสำคัญ 2 ประเด็น คือ
หนึ่ง ต้นยูคาลิปตัสที่ปลูกไว้เพื่อตัดขาย
ถือเป็น “ส่วนควบของที่ดิน” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 145 หรือไม่
สอง การขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวในระหว่างพิจารณา
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264
หากผู้ขอเป็นฝ่ายจำเลย
จำเลยจำเป็นต้องฟ้องแย้งก่อนหรือไม่
ข้อเท็จจริง
โจทก์เป็นผู้เข้าครอบครองและปลูกต้นยูคาลิปตัสในที่ดินพิพาท
และจะเข้าทำการตัดต้นไม้ดังกล่าว
โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสอง
ขอให้ศาลสั่งห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้อง
และห้ามกระทำการใดอันเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์
รวมทั้งขอให้จำเลยทั้งสองระงับงดเว้น
การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินของโจทก์
ฝ่ายจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่า
ที่ดินดังกล่าวเป็น “สาธารณสมบัติของแผ่นดิน”
ที่พลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน
โจทก์ไม่มีสิทธิในที่ดิน
ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น
จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา
ขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามโจทก์ตัดต้นยูคาลิปตัสในที่ดินพิพาท
ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง
จำเลยที่ 2 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ
ให้ห้ามโจทก์ตัดต้นยูคาลิปตัสในที่ดินพิพาท
ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
ต้นยูคาลิปตัสเป็นต้นไม้ที่มีอายุหลายปี
โดยสภาพถือว่าเป็นไม้ยืนต้น
จึงเป็นส่วนควบกับที่ดินที่ไม้นั้นขึ้นอยู่
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 145 วรรคหนึ่ง
แม้โจทก์จะอ้างว่า
ปลูกไว้เพื่อตัดขาย
เป็นการปลูกลงในพื้นดินเป็นการชั่วคราว
แต่โจทก์ก็รับว่า
ต้องใช้เวลาปลูกนานประมาณ 3 ถึง 5 ปี
จึงจะตัดฟันนำไปใช้ประโยชน์ได้
และหลังจากตัดฟันแล้ว
ตอที่เหลือก็จะแตกยอดเจริญเติบโตขึ้นเป็นลำต้นใหม่
หลังจากนั้นประมาณ 3 ปี
ก็จะเจริญงอกงามเหมือนเดิม
พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า
โจทก์มีเจตนาปลูกต้นยูคาลิปตัสไว้
เพื่อใช้ประโยชน์เป็นช่วงระยะเวลานานตลอดไป
หาใช่ปลูกแล้วตัดฟันใช้ครั้งเดียวก็สิ้นสุดไม่
ดังนั้น
ต้นยูคาลิปตัสจึงเป็น “ส่วนควบของที่ดินพิพาท”
ประเด็นเรื่องที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดิน
คดีนี้จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่า
ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน
อันเป็นทรัพย์สินของรัฐ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
หากข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้
โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย
แม้โจทก์จะเข้าปลูกต้นยูคาลิปตัสโดยสุจริต
ก็หาอาจใช้ยันจำเลยทั้งสอง
ซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐได้ไม่
และต้นยูคาลิปตัสในที่ดินพิพาทที่โจทก์ปลูก
ย่อมไม่เข้าข้อยกเว้น
ที่จะถือว่าไม่เป็นส่วนควบของที่ดิน
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 146
ดังนั้น
หากให้โจทก์ตัดต้นยูคาลิปตัสไปในระหว่างพิจารณา
ภายหลังจำเลยเป็นฝ่ายชนะคดี
ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐได้
ศาลฎีกาจึงเห็นว่า
สมควรสั่งห้ามไม่ให้โจทก์เข้าตัดฟันต้นยูคาลิปตัสในที่ดินพิพาท
ระหว่างพิจารณาคดีไว้เป็นการชั่วคราว
ประเด็นเรื่องจำเลยไม่ได้ฟ้องแย้ง
โจทก์ฎีกาว่า
จำเลยทั้งสองไม่ได้ฟ้องแย้ง
จึงไม่มีสิทธิร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
การขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวในระหว่างพิจารณา
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264
บัญญัติให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ของผู้ขอในระหว่างพิจารณาได้
หากเห็นว่า
การกระทำของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง
จะทำให้ตนได้รับความเสียหาย
หากภายหลังตนเป็นฝ่ายชนะคดี
กฎหมายหาได้บัญญัติว่า
หากผู้ขอเป็นฝ่ายจำเลย
จะต้องฟ้องแย้งแต่อย่างใดไม่
ดังนั้น
จำเลยจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวได้
แม้ไม่ได้ฟ้องแย้ง
สรุป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7340/2542 วางหลักว่า
ต้นยูคาลิปตัสเป็นต้นไม้ที่มีอายุหลายปี
โดยสภาพถือว่าเป็นไม้ยืนต้น
จึงเป็นส่วนควบของที่ดินที่ไม้นั้นขึ้นอยู่
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 145 วรรคหนึ่ง
แม้ผู้ปลูกจะอ้างว่า
ปลูกไว้เพื่อตัดขาย
แต่เมื่อการปลูกต้องใช้เวลานานหลายปี
และภายหลังตัดฟันแล้ว
ตอที่เหลือยังสามารถแตกยอดเจริญเติบโตขึ้นใหม่ได้
ย่อมแสดงว่าเป็นการปลูกเพื่อใช้ประโยชน์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน
จึงไม่ใช่ทรัพย์ที่ติดกับที่ดินเป็นการชั่วคราว
ส่วนการขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวในระหว่างพิจารณา
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264
จำเลยสามารถยื่นคำร้องได้
โดยไม่จำเป็นต้องฟ้องแย้งก่อน
ผลคดี
ศาลฎีกาพิพากษายืน
ให้ห้ามโจทก์ตัดต้นยูคาลิปตัสในที่ดินพิพาท
ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 145
มาตรา 146
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 264
อ้างอิง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7340/2542
คำค้นที่เกี่ยวข้อง
ต้นยูคาลิปตัสเป็นส่วนควบของที่ดิน, ส่วนควบของที่ดิน, ไม้ยืนต้นเป็นส่วนควบหรือไม่, ป.พ.พ. มาตรา 145, ป.พ.พ. มาตรา 146, ขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราว, ป.วิ.พ. มาตรา 264, จำเลยขอคุ้มครองชั่วคราวได้หรือไม่, จำเลยไม่ได้ฟ้องแย้ง, ฟ้องแย้ง, ที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดิน, คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7340/2542, ฎีกาที่ 7340/2542, ฎีกาศึกษา