สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6295/2568
เรื่อง
ประเด็นข้อกฎหมาย
จำเลยที่เดิมให้การรับสารภาพ ต่อมาขอถอนคำให้การรับสารภาพและขอให้การใหม่เป็นปฏิเสธ ก่อนศาลพิพากษา จะต้องแสดงเหตุผลหรือเหตุอันควรไว้ในคำร้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสองหรือไม่
ข้อเท็จจริง
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อไปตามทางเดินรถสายบ้านแยกหนอง - บ้านจอมพิบูลย์ บริเวณโค้งเขาเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยประมาทปราศจากความระมัดระวัง ขับรถล้ำเข้าไปในช่องเดินรถอีกฝั่งหนึ่งที่มีรถขับสวนทางกัน เป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกับรถที่นางสาว ส. ขับมา ทำให้นางสาว ส. เสียชีวิต
หลังจากนั้น รถที่จำเลยขับยังเฉี่ยวชนกับรถยนต์อีกคันหนึ่งซึ่งนาย อ. จอดไว้ตรงขอบไหล่ทาง ได้รับความเสียหาย แต่จำเลยไม่หยุดรถ ไม่ให้ความช่วยเหลือตามสมควร ไม่แสดงตัว และไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที
จำเลยให้การรับสารภาพ ต่อมาในวันนัดฟังคำพิพากษา จำเลยยื่นคำร้องขอถอนคำให้การรับสารภาพ และขอให้การใหม่เป็นปฏิเสธ ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต
ระหว่างพิจารณา นาง จ. มารดาของผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6295/2568 วินิจฉัยวางหลักว่า
การที่จำเลยประสงค์จะขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การ โดยถอนคำให้การเดิมที่ให้การรับสารภาพและขอให้การใหม่เป็นปฏิเสธ จำเลยต้องยื่นคำร้องแสดงเหตุอันควรว่า มีความจำเป็นต้องแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การเพราะเหตุใด มิใช่เป็นไปตามอำเภอใจของจำเลย
คดีนี้ เดิมจำเลยให้การรับสารภาพ วันนัดสอบคำให้การศาลได้สอบถามจำเลยแล้ว จำเลยแถลงไม่ต้องการทนายความ และยืนยันให้การรับสารภาพตามฟ้อง ต่อมาล่วงเลยมาจนถึงวันนัดฟังคำพิพากษา จำเลยจึงมายื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิมเป็นให้การปฏิเสธ
ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ในชั้นฎีกาจำเลยจะกล่าวอ้างว่า วันนัดสอบคำให้การจำเลยถูกควบคุมตัว จึงตื่นตระหนกตกใจ ไม่มีความรู้ความเข้าใจในรูปคดี ไม่มีทนายความ และคำให้การรับสารภาพมิได้จัดทำโดยทนายความ อีกทั้งจำเลยอ้างว่าคดีเกิดจากความประมาทของผู้ตายก็ตาม
แต่เหตุผลดังกล่าวต้องแสดงไว้ในคำร้องขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง การที่จำเลยเพิ่งกล่าวถึงเหตุผลดังกล่าวในชั้นอุทธรณ์และฎีกา จึงเป็นการล่วงเลยเวลาที่กฎหมายกำหนด
ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องขอแก้คำให้การของจำเลย จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
ผลคดี
ศาลฎีกาพิพากษายืน
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และฐานไม่หยุดรถ ไม่ให้ความช่วยเหลือตามสมควร ไม่แสดงตัวและไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที
ศาลลงโทษจำคุกฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย 4 ปี และฐานไม่หยุดรถฯ 1 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 1 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 15 วัน
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน และศาลฎีกาพิพากษายืน
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163
เมื่อมีเหตุอันควร โจทก์มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลขอแก้หรือเพิ่มเติมฟ้องก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น ถ้าศาลเห็นสมควรจะอนุญาตหรือจะสั่งให้ไต่สวนมูลฟ้องเสียก่อนก็ได้ เมื่ออนุญาตแล้วให้ส่งสำเนาแก้ฟ้องหรือฟ้องเพิ่มเติมแก่จำเลยเพื่อแก้ และศาลจะสั่งแยกสำนวนพิจารณาฟ้องเพิ่มเติมนั้นก็ได้
เมื่อมีเหตุอันควร จำเลยอาจยื่นคำร้องขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การของเขาก่อนศาลพิพากษา ถ้าศาลเห็นสมควรอนุญาต ก็ให้ส่งสำเนาแก่โจทก์
ฎีกาย่อ
การอนุญาตให้แก้ไขคำให้การโดยถอนคำให้การเดิมที่ให้การรับสารภาพและให้การใหม่เป็นให้การปฏิเสธ จำเลยต้องแสดงเหตุผลในคำร้องขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสอง ที่จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 และเพิ่งกล่าวถึงเหตุผลที่จำเลยขอถอนคำให้การเดิม เป็นการล่วงเลยเวลาที่กฎหมายกำหนดตามมาตรา 163 วรรคสอง ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกคำร้องขอแก้คำให้การของจำเลยชอบแล้ว
อ้างอิง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6295/2568