ฎีกาที่ 2102/2551

#ฎีกาศึกษา #ทนายความ

สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2102/2551

เรื่อง

ทรัพย์สินระหว่างชายหญิงที่อยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส และความสมบูรณ์ของพินัยกรรมที่พิมพ์ดีดทั้งฉบับ

ประเด็นข้อกฎหมาย

ชายหญิงที่อยู่กินฉันสามีภริยากันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างอยู่กินกันจะถือเป็นสินสมรสหรือไม่

หากไม่ใช่สินสมรส จะพิจารณาได้หรือไม่ว่าเป็นกรรมสิทธิ์รวม โดยดูว่าทรัพย์นั้นเป็นทรัพย์สินที่ซื้อหามาด้วยเงินที่ร่วมกันทำมาหาได้หรือไม่

อีกประเด็นหนึ่งคือ พินัยกรรมที่ผู้ทำพินัยกรรมใช้พิมพ์ดีดข้อความทั้งฉบับ จะถือเป็นพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับตามกฎหมายได้หรือไม่ และหากพยานมาลงลายมือชื่อในภายหลัง พินัยกรรมดังกล่าวจะสมบูรณ์หรือไม่

ข้อเท็จจริง

จำเลยกับผู้ตายอยู่กินฉันสามีภริยากันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส

ผู้ตายมีทรัพย์สิน ได้แก่ ที่ดิน 2 แปลง บ้านพิพาท และอาวุธปืน 2 กระบอก

ที่ดินแปลงหนึ่ง ผู้ตายได้รับการยกให้โดยเสน่หาจากมารดา ส่วนอีกแปลงหนึ่ง ผู้ตายได้รับโอนมรดกมาจากบิดา

หลังผู้ตายถึงแก่ความตาย มารดาของผู้ตายได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก และฟ้องขอให้จำเลยกับบริวารออกจากบ้านพิพาท พร้อมคืนเอกสารเกี่ยวกับที่ดิน ทะเบียนบ้าน และอาวุธปืน

จำเลยต่อสู้ว่า ตนอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตายมาเป็นเวลานาน แม้ไม่ได้จดทะเบียนสมรส และอ้างว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของผู้ตาย

ในส่วนบ้านพิพาท จำเลยอ้างว่าได้ร่วมกับผู้ตายนำเงินที่ทำมาหาได้มาปลูกสร้างบ้านพิพาท

ส่วนอาวุธปืน 2 กระบอก จำเลยอ้างว่าเป็นทรัพย์ที่ผู้ตายได้มาระหว่างอยู่กินกับจำเลย

นอกจากนี้ จำเลยยังอ้างพินัยกรรมว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมยกบ้านพร้อมที่ดินและทรัพย์สินในบ้านให้แก่จำเลย แต่พินัยกรรมดังกล่าวใช้วิธีพิมพ์ดีดข้อความทั้งฉบับ และพยานในพินัยกรรมมาลงลายมือชื่อภายหลัง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2102/2551 วินิจฉัยวางหลักว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยกับผู้ตายอยู่กินฉันสามีภริยากันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส จึงไม่ต้องพิจารณาว่าทรัพย์พิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่

แต่ต้องพิจารณาเฉพาะเรื่องกรรมสิทธิ์รวมว่า ทรัพย์นั้นเป็นทรัพย์สินที่ซื้อหามาด้วยเงินที่ร่วมกันทำมาหาได้หรือไม่

เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ตายได้รับมาโดยการรับมรดกและโดยการให้โดยเสน่หา ย่อมไม่ใช่ทรัพย์ที่จำเลยเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินของผู้ตายเพียงผู้เดียว

สำหรับบ้านพิพาท ศาลฎีกาฟังว่า บ้านพิพาทปลูกสร้างแล้วเสร็จและผู้ตายเข้าอยู่อาศัยเป็นเจ้าบ้านตั้งแต่ก่อนช่วงเวลาที่ศาลฟังได้ว่าจำเลยมาอยู่กินกับผู้ตาย อีกทั้งจำเลยไม่มีพยานหลักฐานน่าเชื่อถือเพียงพอว่าร่วมออกเงินปลูกสร้างบ้าน จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีกรรมสิทธิ์รวมในบ้านพิพาท

สำหรับอาวุธปืน 2 กระบอก ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หลักเรื่องสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 ใช้ได้เฉพาะกรณีที่มีการสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย คือมีการจดทะเบียนสมรสเท่านั้น เมื่อจำเลยกับผู้ตายไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน จึงไม่อาจนำบทบัญญัติเรื่องสินสมรสมาปรับใช้ได้ และจำเลยพิสูจน์ไม่ได้ว่าร่วมออกเงินซื้ออาวุธปืนดังกล่าว อาวุธปืนทั้ง 2 กระบอกจึงไม่ใช่กรรมสิทธิ์รวมของจำเลย

ในส่วนพินัยกรรม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับตาม ป.พ.พ. มาตรา 1657 ผู้ทำพินัยกรรมต้องเขียนข้อความทั้งหมดด้วยลายมือของตนเอง การใช้พิมพ์ดีดทั้งฉบับ แม้ผู้ทำพินัยกรรมจะเป็นผู้พิมพ์เอง ก็ไม่ใช่พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ

และแม้จะพิจารณาเป็นพินัยกรรมแบบธรรมดาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1656 ก็ต้องมีพยานอย่างน้อย 2 คนอยู่พร้อมกันในขณะที่ผู้ทำพินัยกรรมลงลายมือชื่อ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าพยานมาลงลายมือชื่อในภายหลัง ไม่ได้ลงชื่อพร้อมกันในขณะทำพินัยกรรม

พินัยกรรมดังกล่าวจึงทำขึ้นผิดแบบที่กฎหมายกำหนด และตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1705

ผลคดี

ศาลฎีกาพิพากษายืน

ที่ดิน 2 แปลง บ้านพิพาท และอาวุธปืน 2 กระบอก เป็นทรัพย์สินของผู้ตาย และตกเป็นทรัพย์มรดกแก่ทายาทของผู้ตาย

จำเลยไม่มีกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์ดังกล่าว เพราะพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นทรัพย์ที่ซื้อหาหรือได้มาจากเงินที่ร่วมกันทำมาหาได้

พินัยกรรมที่จำเลยอ้างตกเป็นโมฆะ จำเลยจึงไม่อาจอ้างสิทธิตามพินัยกรรมดังกล่าวได้

จำเลยและบริวารต้องขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านพิพาท คืนทรัพย์สินและเอกสารที่เกี่ยวข้อง หากไม่ยอมออกต้องชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 6,000 บาท

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ป.พ.พ. มาตรา 1474
ป.พ.พ. มาตรา 1653
ป.พ.พ. มาตรา 1656
ป.พ.พ. มาตรา 1657
ป.พ.พ. มาตรา 1705

ฎีกาย่อ

จำเลยกับผู้ตายอยู่กินฉันสามีภริยากันโดยไม่จดทะเบียนสมรส จึงไม่ต้องพิจารณาว่าทรัพย์พิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่ คงต้องพิจารณาเฉพาะเรื่องกรรมสิทธิ์รวมว่าเป็นทรัพย์สินที่ซื้อหามาด้วยเงินที่ร่วมกันทำมาหาได้หรือไม่ เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ตายได้รับมาโดยการรับมรดกและโดยการให้โดยเสน่หา ย่อมไม่ใช่ทรัพย์ที่จำเลยเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินของผู้ตายเพียงผู้เดียว พินัยกรรมที่ผู้ตายทำขึ้นโดยใช้พิมพ์ดีดทั้งฉบับ ย่อมไม่ใช่พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับตาม ป.พ.พ. มาตรา 1657 คงเป็นแต่พินัยกรรมแบบธรรมดาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1656 ที่ต้องมีพยานรู้เห็น ซึ่งมาตรา 1656 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน การที่พยานในพินัยกรรมพิพาทลงลายมือชื่อเป็นพยานภายหลังจึงขัดต่อบทบัญญัติดังกล่าว พินัยกรรมพิพาทย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1705

อ้างอิง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2102/2551

คำค้นที่เกี่ยวข้อง

ทรัพย์สินระหว่างชายหญิงที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส, อยู่กินกันโดยไม่จดทะเบียนสมรส, สินสมรส, กรรมสิทธิ์รวม, ทำมาหาได้ร่วมกัน, ทรัพย์มรดก, การให้โดยเสน่หา, พินัยกรรมพิมพ์ดีด, พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ, พินัยกรรมแบบธรรมดา, พินัยกรรมตกเป็นโมฆะ, คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2102/2551

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า