ฎีกาที่ 1087/2566

#ฎีกาศึกษา #ทนายความ

สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1087/2566

เรื่อง
ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างชายหญิงอยู่กินกันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส / กรรมสิทธิ์รวม / ภาระการพิสูจน์ / ฟ้องขับไล่จากห้องชุดพิพาท


ประเด็นข้อกฎหมาย

ชายหญิงอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส หากมีทรัพย์สินเกิดขึ้นระหว่างอยู่กินกัน ทรัพย์สินนั้นจะเป็นกรรมสิทธิ์รวมของทั้งสองฝ่ายโดยอัตโนมัติหรือไม่

และเมื่อห้องชุดพิพาทมีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในทะเบียน จำเลยซึ่งอ้างสิทธิผ่านมารดาที่เคยอยู่กินกับโจทก์ ต้องพิสูจน์อย่างไร จึงจะหักล้างข้อสันนิษฐานว่าโจทก์เป็นเจ้าของห้องชุดได้


ข้อเท็จจริง

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาท เลขที่ 15/11 ชั้น 8 อาคารชุดดี เลค ทาวเวอร์ เนื้อที่ 80.69 ตารางเมตร โดยมีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในทะเบียน

จำเลยพักอาศัยอยู่ในห้องชุดดังกล่าว ต่อมาโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยพักอาศัยอยู่ต่อไป จึงแจ้งให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินออกจากห้องชุด แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกจากห้องชุด พร้อมเรียกค่าเสียหาย

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นบุตรสาวของนาง พ. ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ห้องชุดพิพาทได้มาระหว่างโจทก์กับนาง พ. อยู่กินกัน จึงเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์กับนาง พ. เมื่อนาง พ. ถึงแก่ความตาย จำเลยในฐานะทายาทจึงมีสิทธิในห้องชุดพิพาท โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ห้องชุดพิพาทมีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ซื้อมาเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2535 และมีการจดทะเบียนจำนองไว้ในวันเดียวกัน ต่อมาจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2538

จำเลยนำสืบว่า โจทก์กับนาง พ. อยู่กินกันฉันสามีภริยาเป็นเวลานาน มีการจัดงานเลี้ยงฉลองครบรอบแต่งงาน 25 ปี และระหว่างอยู่กินกันมีทรัพย์สินหลายรายการ รวมถึงห้องชุดพิพาท

แต่จำเลยมิได้นำสืบให้ชัดว่า เงินที่นำมาซื้อห้องชุดพิพาทเป็นเงินที่โจทก์กับนาง พ. ทำมาหาได้ร่วมกัน หรือเงินค่าห้องชุดบางส่วนเป็นเงินของนาง พ.


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1087/2566 วินิจฉัยวางหลักว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การได้มาซึ่งทรัพย์สินระหว่างสมรสของคู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย แตกต่างจากการได้มาซึ่งทรัพย์สินระหว่างชายหญิงที่อยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส

กรณีสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส ไม่ว่าฝ่ายใดได้มา ย่อมเป็นสินสมรส แม้อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้มีส่วนในการทำมาหาได้ก็ตาม

แต่กรณีชายหญิงที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างอยู่กินกันจะถือเป็นกรรมสิทธิ์รวมได้ ต้องพิสูจน์ว่า ทั้งสองฝ่ายมีส่วนร่วมทำมาหาได้ทรัพย์สินนั้นด้วยกัน

ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำมาหาได้เพียงฝ่ายเดียว โดยอีกฝ่ายไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ย่อมเป็นของฝ่ายนั้นแต่ผู้เดียว ไม่ใช่กรรมสิทธิ์รวมของทั้งสองฝ่าย

เมื่อห้องชุดพิพาทมีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในทะเบียน โจทก์ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373

จำเลยซึ่งอ้างว่าห้องชุดพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์กับนาง พ. จึงมีภาระพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1

ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยและพยานจำเลยเบิกความได้เพียงว่า ห้องชุดพิพาทเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ซื้อมาในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยากับนาง พ. โดยใส่ชื่อโจทก์ในทะเบียนเท่านั้น

แต่ไม่ได้พิสูจน์ถึงที่มาของเงินซื้อห้องชุดว่า เป็นเงินที่โจทก์กับนาง พ. ประกอบการงานร่วมกัน หรือเงินค่าห้องชุดส่วนหนึ่งเป็นเงินของนาง พ.

อีกทั้งขณะโจทก์ซื้อห้องชุดพิพาท จำเลยมีอายุเพียงประมาณ 3 ปี จึงไม่น่าเชื่อว่าจะรู้เห็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่มาของเงินซื้อห้องชุดได้โดยตรง ส่วนนางสาว พ. พี่สาวจำเลย ก็ไม่ได้เบิกความให้ชัดว่า นาง พ. ประกอบการงานใด มีรายได้เท่าใด และรายได้นั้นเกี่ยวข้องกับเงินซื้อห้องชุดพิพาทอย่างไร

พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างข้อสันนิษฐานว่า ห้องชุดพิพาทเป็นของโจทก์ได้

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้ซื้อห้องชุดพิพาทด้วยเงินของโจทก์ ห้องชุดพิพาทจึงเป็นของโจทก์แต่ผู้เดียว มิใช่กรรมสิทธิ์รวมของโจทก์กับนาง พ.

โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกจากห้องชุดพิพาทได้


ผลคดี

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากห้องชุดพิพาท ส่งมอบห้องชุดคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบห้องชุดคืน

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ


กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1356
เรื่องกรรมสิทธิ์รวม

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373
ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับผู้มีชื่อในทะเบียนหรือผู้ครอบครองทรัพย์

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1)
เรื่องสินสมรส

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1
เรื่องภาระการพิสูจน์


ฎีกาย่อ

ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสไม่ว่าฝ่ายใดได้มา ถือว่าเป็นสินสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) ทั้งสิ้น แม้อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีส่วนในการทำมาหาได้ด้วยก็ตาม ส่วนทรัพย์สินที่ชายหญิงที่มิได้จดทะเบียนสมรสได้มาระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยาที่จะถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์รวมของชายหญิงนั้น ทั้งสองฝ่ายต่างต้องมีส่วนร่วมทำมาหาได้ทรัพย์สินนั้นด้วยกัน ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำมาหาได้เพียงฝ่ายเดียวโดยอีกฝ่ายหนึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยย่อมตกเป็นของฝ่ายนั้นแต่ผู้เดียว มิใช่กรรมสิทธิ์รวมของทั้งสองฝ่าย

ภาระการพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ว่าห้องชุดพิพาทซึ่งมีชื่อโจทก์ในทะเบียน นอกจากจำเลยต้องนำสืบว่าห้องชุดพิพาทเป็นทรัพย์สินที่โจทก์และนาง พ. มารดาจำเลยซึ่งถึงแก่ความตายได้มาระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยากันแล้ว ยังเป็นทรัพย์สินที่เกิดจากโจทก์และนาง พ. ทำมาหาได้ร่วมกันด้วย


อ้างอิง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1087/2566


คำค้นที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1087/2566, อยู่กินกันไม่จดทะเบียนสมรส, ทรัพย์สินระหว่างอยู่กินกัน, กรรมสิทธิ์รวม, สินสมรส, ห้องชุดพิพาท, ฟ้องขับไล่, ภาระการพิสูจน์, มาตรา 1373, มาตรา 1474, มาตรา 84/1, ทรัพย์สินชายหญิงไม่ได้จดทะเบียนสมรส, ทำมาหาได้ร่วมกัน, ฎีกาศึกษา

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า