ฎีกาที่ 6067/2552

#ฎีกาศึกษา #ทนายความ

⚖️📘 สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6067/2552

📌 เรื่อง

การอุทิศที่ดินให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยาย


⚖️ ประเด็นข้อกฎหมาย

เจ้าของที่ดินรู้เห็นยินยอมให้ชาวบ้านช่วยกันทำทางพิพาท และภายหลังได้ใช้ประโยชน์ในทางพิพาทร่วมกับชาวบ้านตลอดมา

พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่า เจ้าของที่ดินมีเจตนาอุทิศที่ดินส่วนที่เป็นทางพิพาทให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยายหรือไม่


🧾 ข้อเท็จจริง

เดิมมีทางพิพาทซึ่งชาวบ้านในหมู่บ้านใช้เป็นทางไปมาหาสู่และใช้ทำประโยชน์ร่วมกันมาเป็นเวลานาน

ต่อมาในปี 2535 ชาวบ้านในหมู่บ้านช่วยกันทำทางพิพาทเป็นถนน โดยจำเลยทั้งสองรู้เห็นยินยอม และไม่ได้คัดค้าน

หลังจากทำทางพิพาทแล้ว จำเลยทั้งสองก็ได้ใช้ประโยชน์ในทางพิพาทร่วมกับชาวบ้านในหมู่บ้าน ซึ่งรวมถึงโจทก์ทั้งสี่ด้วย

ต่อมาในปี 2544 จำเลยทั้งสองมีเหตุขัดแย้งกับโจทก์ทั้งสี่ จึงปักหลักไม้และขึงลวดหนามปิดกั้นทางพิพาทด้านที่ติดกับที่ดินของโจทก์

คดีจึงมีประเด็นสำคัญว่า ทางพิพาทในส่วนที่อยู่ในเขตที่ดินของจำเลยทั้งสอง ได้ตกเป็นทางสาธารณะโดยการอุทิศโดยปริยายแล้วหรือไม่


👨‍⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6067/2552 วินิจฉัยวางหลักว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

“ในขณะชาวบ้านในหมู่บ้านช่วยกันทำทางพิพาทในปี 2535 จำเลยทั้งสองรู้เห็นยินยอม และหลังจากทำทางพิพาทแล้ว จำเลยทั้งสองก็ได้ใช้ประโยชน์ในทางพิพาทร่วมกับชาวบ้านในหมู่บ้านซึ่งรวมถึงโจทก์ทั้งสี่ด้วย”

ในสภาพและลักษณะการใช้งาน ถือได้ว่า จำเลยทั้งสองมีเจตนายกทางพิพาทในส่วนที่อยู่ในเขตที่ดินของจำเลยทั้งสองให้เป็นทางสาธารณะ ร่วมกับทางพิพาทในส่วนที่อยู่ในเขตที่ดินของนาย ส. แล้วโดยปริยาย

โดยไม่ต้องมีการทำเป็นหนังสือ หรือจดทะเบียนการยกให้ต่อเจ้าหน้าที่

ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ทางพิพาทเป็นทางสาธารณะ จำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิปิดกั้น


✅ ผลคดี

ศาลฎีกาฟังว่า ทางพิพาทเป็นทางสาธารณะ

จำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิปิดกั้นทางพิพาท

ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คือ ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนหลักไม้และลวดหนามที่ปิดกั้นทางพิพาทออก และปรับทางพิพาทให้คืนสู่สภาพเดิม


📚 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304

มาตรานี้เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งรวมถึงทรัพย์สินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน เช่น ทางหลวง ทางน้ำ หรือทรัพย์สินที่ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์

หลักสำคัญจากคำพิพากษานี้คือ แม้การอุทิศที่ดินให้เป็นทางสาธารณะจะไม่ได้ทำเป็นหนังสือหรือจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ แต่หากพฤติการณ์ของเจ้าของที่ดินแสดงให้เห็นว่า รู้เห็นยินยอมให้ประชาชนใช้เป็นทางสาธารณะ และใช้ร่วมกันมาโดยตลอด ย่อมถือได้ว่าเป็นการอุทิศโดยปริยาย


📖 ฎีกาย่อ

ในขณะชาวบ้านในหมู่บ้านช่วยกันทำทางพิพาทในปี 2535 จำเลยทั้งสองรู้เห็นยินยอม และหลังจากทำทางพิพาทแล้ว จำเลยทั้งสองก็ได้ใช้ประโยชน์ในทางพิพาทร่วมกับชาวบ้านในหมู่บ้านซึ่งรวมถึงโจทก์ทั้งสี่ด้วย ในสภาพและลักษณะการใช้งานถือได้ว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนายกทางพิพาทในส่วนที่อยู่ในเขตที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นทางสาธารณะร่วมกับทางพิพาทในส่วนที่อยู่ในเขตที่ดินของนาย ส. แล้วโดยปริยาย โดยไม่ต้องมีการทำเป็นหนังสือหรือจดทะเบียนการยกให้ต่อเจ้าหน้าที่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ทางพิพาทเป็นทางสาธารณะ จำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิปิดกั้น


📌 สรุปหลักกฎหมายจากคำพิพากษานี้

การอุทิศที่ดินให้เป็นทางสาธารณะ ไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือหรือจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่เสมอไป

หากเจ้าของที่ดินรู้เห็นยินยอมให้ชาวบ้านช่วยกันทำทาง และต่อมายังใช้ประโยชน์ในทางนั้นร่วมกับชาวบ้าน ย่อมเป็นพฤติการณ์ที่แสดงเจตนาอุทิศที่ดินให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยาย

เมื่อที่ดินส่วนดังกล่าวตกเป็นทางสาธารณะแล้ว เจ้าของที่ดินเดิมไม่มีสิทธิปิดกั้นทางนั้นอีก


📌 อ้างอิง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6067/2552

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304


🔎 คำค้นที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6067/2552, อุทิศที่ดินให้เป็นทางสาธารณะ, ทางสาธารณะโดยปริยาย, ยกที่ดินให้เป็นทางสาธารณะ, เจ้าของที่ดินปิดทางสาธารณะ, ป.พ.พ. มาตรา 1304, สาธารณสมบัติของแผ่นดิน, ทางพิพาท, ชาวบ้านใช้ทางร่วมกัน, อุทิศโดยปริยาย

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า