ฎีกาที่ 581/2565

สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 581/2565

เรื่อง ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกเป็นของตนเอง แล้วนำไปจำนอง ถูกกำจัดมิให้รับมรดก แต่บุตรยังสืบมรดกต่อไปได้


1. เรื่อง

ผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกเป็นของตนเองแต่เพียงผู้เดียว ไม่แบ่งปันให้ทายาทอื่น แล้วนำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองเพื่อประกันหนี้ของภริยาตนเอง

กรณีนี้ถือเป็นการปิดบังทรัพย์มรดกถึงขนาดต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกหรือไม่

และหากทายาทผู้กระทำถูกกำจัดมิให้รับมรดกภายหลังเจ้ามรดกมรณภาพแล้ว ผู้สืบสันดานของทายาทผู้นั้นยังมีสิทธิสืบมรดกต่อไปได้หรือไม่


2. ประเด็นข้อกฎหมาย

1. การที่ผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกเป็นของตนเองแต่เพียงผู้เดียว ไม่แบ่งปันให้ทายาทอื่น และนำไปจดทะเบียนจำนอง ถือเป็นการปิดบังทรัพย์มรดกมากกว่าส่วนที่ตนจะได้รับ จนต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1605 วรรคหนึ่ง หรือไม่

2. หากทายาทถูกกำจัดมิให้รับมรดกภายหลังเจ้ามรดกมรณภาพ ผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดมิให้รับมรดก จะสืบมรดกต่อไปได้หรือไม่

3. เมื่อนิติกรรมจำนองทำไว้กับบุคคลภายนอก ซึ่งรับจำนองโดยเสียค่าตอบแทน โดยสุจริต และได้จดทะเบียนโดยสุจริตแล้ว ทายาทอื่นจะขอเพิกถอนนิติกรรมจำนองนั้นได้หรือไม่

4. หากผู้จัดการมรดกถึงแก่ความตายในระหว่างพิจารณาคดี ทายาทที่เข้าเป็นคู่ความแทนจะเป็นผู้จัดการมรดกแทนได้หรือไม่


3. ข้อเท็จจริง

เจ้ามรดกมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินพิพาท 1 แปลง เมื่อเจ้ามรดกมรณภาพ ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกย่อมตกทอดแก่ทายาททันที

โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 เป็นทายาทของเจ้ามรดก จึงเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท มีส่วนเท่ากัน

ต่อมา ศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดก

จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดก จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของตนเองแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่แบ่งปันให้แก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยที่ 1 อ้างว่า ก่อนเจ้ามรดกมรณภาพ เจ้าของมรดกได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว

แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เจ้าของมรดกไม่ได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 หรือทายาทคนใด

ภายหลังจำเลยที่ 1 ยังนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนอง เพื่อประกันหนี้เงินกู้ของภริยาจำเลยที่ 1 ไว้กับจำเลยที่ 2

โดยโจทก์ทั้งสามมิได้รู้เห็นยินยอมด้วย


4. คำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

การที่จะพิจารณาว่า ทายาทคนใดยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกถึงขนาดถูกกำจัดมิให้รับมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1605 หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นเรื่อง ๆ ไป

นอกจากต้องพิจารณาถึงการกระทำของผู้กระทำแล้ว ยังต้องคำนึงถึงเจตนาของผู้กระทำและผลของการกระทำนั้นเป็นสำคัญด้วยว่า มีเจตนาทำให้เสื่อมประโยชน์แก่ทายาทคนอื่นด้วยหรือไม่

เมื่อเจ้ามรดกมรณภาพ ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาททันที ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง

โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 จึงเป็นเจ้าของรวม มีส่วนเท่ากันในที่ดินพิพาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357

จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก มีหน้าที่ต้องจัดการแบ่งปันที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกตามสัดส่วนของทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสาม เว้นแต่ทายาททั้งหมดสมัครใจตกลงยินยอมให้แบ่งปันเป็นอย่างอื่น

แต่คดีนี้ไม่ปรากฏว่า ทายาททุกคนสมัครใจตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกเป็นอย่างอื่น

การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดก จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกเป็นของตนเพียงผู้เดียว ไม่ยินยอมแบ่งปันให้แก่โจทก์ทั้งสาม โดยอ้างว่า ก่อนเจ้ามรดกมรณภาพได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่ตน

ทั้งที่ความจริงแล้ว ก่อนเจ้ามรดกมรณภาพไม่ได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 หรือทายาทคนใด

ประกอบกับจำเลยที่ 1 ทราบดีว่า โจทก์ทั้งสามเป็นทายาทของเจ้ามรดก มีสิทธิได้รับมรดกเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1

จึงไม่มีมูลเหตุทำให้จำเลยที่ 1 สำคัญผิดหรือเข้าใจโดยสุจริตว่า ที่ดินพิพาทตกทอดแก่ตนเพียงผู้เดียว

อีกทั้งการที่จำเลยที่ 1 มีชื่อในโฉนดที่ดิน ย่อมต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373

อันเป็นการตัดกรรมสิทธิ์ในส่วนของโจทก์ทั้งสาม ซึ่งเป็นเจ้าของรวมด้วย

นอกจากนี้ การที่จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทจดทะเบียนจำนอง เพื่อประกันหนี้เงินกู้ของภริยาตนเองไว้กับจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ทั้งสามมิได้รู้เห็นยินยอม ย่อมมีผลก่อให้เกิดทรัพยสิทธิจำนองในที่ดินพิพาท

หากลูกหนี้และผู้จำนองผิดนัดไม่ชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ผู้รับจำนอง ย่อมใช้สิทธิบังคับจำนอง และฟ้องคดีเพื่อให้ศาลสั่งยึดที่ดินพิพาทและขายทอดตลาดได้

ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดก จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเป็นของตนเองผู้เดียว ไม่แบ่งปันให้แก่โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาท และนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนอง เพื่อประกันหนี้ของภริยาตนเองไว้กับจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ทั้งสามมิได้รู้เห็นยินยอม

แม้จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไปเป็นของบุคคลอื่นอีกก็ตาม พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 เช่นนี้ ถือว่าเป็นการปิดบังทรัพย์มรดกมากกว่าส่วนที่ตนจะได้รับ

โดยมีเจตนาฉ้อฉล หรือรู้อยู่แล้วว่า ตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาท

จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจึงต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1605 วรรคหนึ่ง

โจทก์ทั้งสามจึงมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 เพื่อนำมาแบ่งปันแก่ทายาทของเจ้ามรดกได้


5. ประเด็นเรื่องผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดมิให้รับมรดก

แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1639 จะบัญญัติให้ผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดมิให้รับมรดก รับมรดกแทนที่ทายาทนั้นได้ ในกรณีที่ทายาทนั้นถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตายเท่านั้นก็ตาม

แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1607 บัญญัติว่า การถูกกำจัดมิให้รับมรดกนั้นเป็นการเฉพาะตัว ผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดสืบมรดกต่อไปได้ เสมือนหนึ่งว่าทายาทนั้นตายแล้ว

โดยมาตรา 1607 มิได้บัญญัติว่า ผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดมิให้รับมรดก สืบมรดกต่อไปได้เฉพาะในกรณีที่ทายาทนั้นถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตายเท่านั้น

ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 ได้ปิดบังทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกมากกว่าส่วนที่ตนจะได้รับ และต้องถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกของเจ้ามรดกเลย อันเป็นการถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกหลังเจ้ามรดกมรณภาพก็ตาม

บุตรของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สืบสันดานของจำเลยที่ 1 ผู้ถูกกำจัดมิให้รับมรดก ยังสืบมรดกของเจ้ามรดกต่อไปได้ เสมือนหนึ่งว่าจำเลยที่ 1 ตายแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1607

และบทบัญญัติมาตรา 1607 หาได้อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 1639 ไม่


6. ประเด็นเรื่องการขอเพิกถอนนิติกรรมจำนอง

แม้โจทก์ทั้งสามจะมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 เพื่อนำมาแบ่งปันแก่ทายาทของเจ้ามรดกได้

แต่ในส่วนของนิติกรรมจำนอง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2

เพราะที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกที่ตกแก่โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก จึงเป็นการได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม

เมื่อโจทก์ทั้งสามยังไม่ได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทตามสัดส่วนของตน สิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนนั้น โจทก์ทั้งสามย่อมไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทน โดยสุจริต และได้จดทะเบียนโดยสุจริตแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง

คดีนี้จำเลยที่ 2 รับจำนองที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยเสียค่าตอบแทน โดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว

โจทก์ทั้งสามจึงไม่อาจยกการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยทางมรดกขึ้นต่อสู้จำเลยที่ 2 ได้

โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2


7. ประเด็นเรื่องผู้จัดการมรดกถึงแก่ความตาย

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก ย่อมไม่มีผลอีกต่อไป

เพราะการเป็นผู้จัดการมรดกเป็นการเฉพาะตัวของจำเลยที่ 1

ทายาทของจำเลยที่ 1 ซึ่งเข้าเป็นคู่ความแทน ไม่อาจเป็นผู้จัดการมรดกแทนจำเลยที่ 1 ได้

จึงเป็นเรื่องที่ทายาทของเจ้ามรดกต้องไปดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอตั้งผู้จัดการมรดกคนใหม่


8. ผลคดี

ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดก ปิดบังทรัพย์มรดกมากกว่าส่วนที่ตนจะได้รับ โดยมีเจตนาฉ้อฉลหรือรู้อยู่แล้วว่าทำให้เสื่อมประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาท

จำเลยที่ 1 จึงต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1605 วรรคหนึ่ง

โจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 เพื่อนำมาแบ่งปันแก่ทายาทของเจ้ามรดกได้

แต่โจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2

เนื่องจากจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลภายนอก ผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทน โดยสุจริต และได้จดทะเบียนโดยสุจริตแล้ว


9. สรุป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 581/2565 วางหลักสำคัญว่า

ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่จัดการและแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทตามส่วน หากผู้จัดการมรดกกลับโอนทรัพย์มรดกเป็นของตนเองแต่เพียงผู้เดียว ไม่แบ่งปันให้ทายาทอื่น

ทั้งยังนำทรัพย์มรดกนั้นไปจดทะเบียนจำนองเพื่อประกันหนี้ของภริยาตนเอง โดยทายาทอื่นมิได้รู้เห็นยินยอม

พฤติการณ์เช่นนี้ถือเป็นการปิดบังทรัพย์มรดกมากกว่าส่วนที่ตนจะได้รับ โดยมีเจตนาฉ้อฉล หรือรู้อยู่แล้วว่าทำให้ทายาทอื่นเสื่อมประโยชน์

ผู้จัดการมรดกผู้นั้นจึงต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกเลย

อย่างไรก็ตาม การถูกกำจัดมิให้รับมรดกเป็นการเฉพาะตัว ผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดยังสามารถสืบมรดกต่อไปได้ เสมือนหนึ่งว่าทายาทที่ถูกกำจัดนั้นตายแล้ว

แม้การถูกกำจัดมิให้รับมรดกจะเกิดขึ้นภายหลังเจ้ามรดกมรณภาพแล้วก็ตาม

แต่ในส่วนของนิติกรรมจำนอง หากผู้รับจำนองเป็นบุคคลภายนอกที่รับจำนองโดยเสียค่าตอบแทน โดยสุจริต และได้จดทะเบียนโดยสุจริตแล้ว

ทายาทอื่นซึ่งยังไม่ได้จดทะเบียนสิทธิของตน ไม่อาจยกสิทธิในทรัพย์มรดกขึ้นต่อสู้เพื่อขอเพิกถอนนิติกรรมจำนองนั้นได้


10. กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 6
มาตรา 1299 วรรคสอง
มาตรา 1357
มาตรา 1373
มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง
มาตรา 1605 วรรคหนึ่ง
มาตรา 1607
มาตรา 1639

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 142 (5)

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า