⚖️📘 สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8596/2559
📌 เรื่อง
คดีครอบครัว
ขอเพิกถอนข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าเรื่องค่าเลี้ยงชีพ
และขอเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร
⚖️ ประเด็นข้อกฎหมาย
1️⃣ ประเด็นค่าเลี้ยงชีพ 200,000 บาท
ตามข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า
เป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัวหรือไม่
2️⃣ โจทก์ยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นอุทธรณ์
เพื่อขอเพิกถอนค่าเลี้ยงชีพได้หรือไม่
3️⃣ เหตุที่โจทก์อ้างว่า
ผู้เยาว์อยู่กับโจทก์แล้วจะได้ประโยชน์และความผาสุกดีกว่า
เป็นเหตุให้ถอนอำนาจปกครองของจำเลยหรือไม่
4️⃣ หากพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป
ศาลจะสั่งเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครอง
เพื่อประโยชน์และความผาสุกของผู้เยาว์ได้หรือไม่
🧾 ข้อเท็จจริง
โจทก์และจำเลยเคยเป็นสามีภริยากัน
มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กชาย ภ. ผู้เยาว์
ต่อมาโจทก์และจำเลยจดทะเบียนหย่า
โดยทำข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าว่า
ให้ผู้เยาว์อยู่ในอำนาจปกครองของจำเลย
โจทก์จะชำระค่าเลี้ยงชีพ 200,000 บาท แก่จำเลย
และชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์จนกว่าผู้เยาว์จะมีอายุ 25 ปีบริบูรณ์
ภายหลังโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนข้อตกลงเรื่องค่าเลี้ยงชีพ 200,000 บาท
และขอให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์เพียงผู้เดียว
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
และฟ้องแย้งให้โจทก์ส่งผู้เยาว์คืน
พร้อมให้โจทก์ชำระค่าเลี้ยงชีพ 200,000 บาท
และค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ตามบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า
🏛️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8596/2559 วินิจฉัยว่า
1️⃣ ประเด็นค่าเลี้ยงชีพ เป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัว
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
“คดีนี้โจทก์ฟ้องประเด็นค่าเลี้ยงชีพอันเป็นการฟ้องตั้งสิทธิ อันเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์หรือความเกี่ยวข้องในครอบครัวระหว่างโจทก์จำเลยซึ่งเป็นสามีภริยากัน จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัว”
ดังนั้น ประเด็นค่าเลี้ยงชีพ 200,000 บาท
แม้มีจำนวนเงินเกี่ยวข้อง
แต่เป็นสิทธิที่เกิดจากความสัมพันธ์ในครอบครัว
ไม่ใช่คดีทุนทรัพย์ธรรมดา
ศาลฎีกาจึงเห็นว่า
การที่ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาในประเด็นนี้
โดยเห็นว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
และมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 200,000 บาท
เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ
2️⃣ แต่ฎีกาเรื่องเพิกถอนค่าเลี้ยงชีพ ฟังไม่ขึ้น
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
“โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนค่าเลี้ยงชีพที่ตกลงกับจำเลย โดยกล่าวอ้างเหตุผลมาในฟ้องว่าเป็นเพราะโจทก์มีฐานะและรายได้ลดลง ประกอบจำเลยมีสามีใหม่”
แต่ในชั้นอุทธรณ์
โจทก์กลับยกข้อเท็จจริงใหม่ว่า
ก่อนจดทะเบียนหย่า โจทก์เคยมอบเงินให้จำเลย 300,000 บาท
เพื่อให้จำเลยไปซื้อบ้านอยู่กับบุตร
แต่จำเลยนำเงินไปใช้จ่ายส่วนตัว
จึงขอหักกลบลบหนี้กับค่าเลี้ยงชีพ
ศาลฎีกาเห็นว่า
ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้กล่าวไว้ในคำฟ้อง
หรือคำให้การแก้ฟ้องแย้ง
โดยวินิจฉัยว่า
“ข้อเท็จจริงดังที่โจทก์หยิบยกมาในชั้นอุทธรณ์ย่อมเป็นข้อเท็จจริงนอกสำนวน ถือเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลต้องไม่รับและไม่นำมาวินิจฉัย”
ดังนั้น
การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้
จึงชอบแล้ว
ผลคือ
โจทก์ยังต้องชำระค่าเลี้ยงชีพ 200,000 บาท แก่จำเลย
3️⃣ เหตุที่อ้าง ยังไม่เป็นเหตุถอนอำนาจปกครอง
โจทก์อ้างว่า
หากผู้เยาว์อยู่กับโจทก์
จะได้ประโยชน์และความผาสุกดีกว่าอยู่กับจำเลย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
“เหตุที่โจทก์อ้างไม่ถือเป็นการใช้อำนาจปกครองโดยมิชอบ หรือประพฤติชั่วร้าย อันเป็นเหตุที่จะถอนอำนาจปกครองของจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง”
ดังนั้น
เพียงการอ้างว่าเด็กอยู่กับอีกฝ่ายแล้วจะได้ประโยชน์กว่า
ยังไม่ใช่เหตุถอนอำนาจปกครอง
เพราะการถอนอำนาจปกครอง
ต้องมีเหตุถึงขนาดใช้อำนาจปกครองโดยมิชอบ
หรือประพฤติชั่วร้ายตามกฎหมาย
4️⃣ แต่ศาลสั่งเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองได้
แม้ไม่มีเหตุถอนอำนาจปกครองของจำเลย
แต่ศาลฎีกาพิจารณาข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่า
ผู้เยาว์พักอาศัย
เรียนหนังสือ
และอยู่ในความดูแลของโจทก์
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
“ผู้เยาว์ประสงค์จะอยู่กับโจทก์ อยู่กับจำเลยและบิดาเลี้ยงไม่มีความสุข เพราะบิดาเลี้ยงดูโดยไม่มีเหตุผล และมารดากับบิดาเลี้ยงทะเลาะกันบ่อย สภาพที่พักอาศัยไม่สะดวกเพราะต้องนอนห้องเดียวกัน”
อีกทั้งผู้เยาว์อายุ 10 ปีแล้ว
ศาลฎีกาเห็นว่า
“ผู้เยาว์อายุ 10 ปีแล้ว ถือได้ว่ามีความรู้สึกนึกคิดได้โดยตนเองแล้วมีความรับผิดชอบต่อตนเองได้ตามสมควร”
และ
“สาเหตุที่ไม่อยากอยู่กับจำเลย ผู้เยาว์สามารถบอกเหตุผลได้มิได้กล่าวอ้างลอย ๆ”
นอกจากนี้
ผู้เยาว์อยู่ในความดูแลของโจทก์มาประมาณ 4 ปีแล้ว
โดยจำเลยมิได้เกี่ยวข้องด้วย
ศาลฎีกาจึงเห็นว่า
“ดังนั้น จากข้อเท็จจริงดังกล่าวถือว่าพฤติการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป”
แม้โจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอนอำนาจปกครองของจำเลย
แต่เมื่อพิจารณาคำบรรยายฟ้องและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว
ถือได้ว่าโจทก์ประสงค์จะเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครอง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
“เมื่อคำนึงถึงอนาคต ประโยชน์และความผาสุกของผู้เยาว์แล้ว อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1520 และ 1521 สมควรให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองร่วมกับจำเลยโดยให้โจทก์เป็นผู้มีอำนาจกำหนดที่อยู่ของผู้เยาว์”
📌 ผลคดี
ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า
“ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ภ. ผู้เยาว์ ร่วมกับจำเลยโดยมีอำนาจในการกำหนดที่อยู่ของผู้เยาว์”
นอกจากที่แก้
ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
✅ สรุป
คดีนี้มีหลักสำคัญ 3 ประการ
1️⃣ ค่าเลี้ยงชีพตามข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า
เป็นสิทธิที่เกิดจากความสัมพันธ์ในครอบครัว
จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัว
ไม่ใช่คดีทุนทรัพย์ธรรมดา
2️⃣ แม้เป็นคดีครอบครัว
แต่คู่ความต้องยกข้อเท็จจริงให้ถูกต้องตั้งแต่ศาลชั้นต้น
หากยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นอุทธรณ์
ศาลย่อมไม่รับวินิจฉัย
3️⃣ การถอนอำนาจปกครอง
กับการเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครอง
ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
การถอนอำนาจปกครองต้องมีเหตุร้ายแรงตามกฎหมาย
แต่การเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครอง
ศาลพิจารณาจากพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
โดยยึดประโยชน์และความผาสุกของผู้เยาว์เป็นสำคัญ
⚠️ หมายเหตุสำคัญ
ฎีกานี้ไม่ได้วินิจฉัยให้ถอนอำนาจปกครองของจำเลย
แต่เป็นกรณีที่ศาลเห็นว่า
พฤติการณ์แห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป
จึงให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองร่วมกับจำเลย
และให้โจทก์มีอำนาจกำหนดที่อยู่ของผู้เยาว์
หัวใจของคดีนี้คือ
ศาลพิจารณาจาก อนาคต ประโยชน์ และความผาสุกของผู้เยาว์
เป็นสำคัญ
📚 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1520
มาตรา 1521
มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 224 วรรคสอง
มาตรา 225 วรรคหนึ่ง
มาตรา 247
มาตรา 248 วรรคสอง เดิม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8596/2559