สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 369/2568
เรื่อง
ร้องขัดทรัพย์เกิน 60 วัน เพราะเพิ่งทราบว่าที่ดินถูกยึดเมื่อไปขอจดทะเบียนสิทธิ และสิทธิของผู้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ แม้ยังไม่ได้จดทะเบียนโอนที่ดินมาเป็นของตน
ประเด็นข้อกฎหมาย
- ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์เกิน 60 วัน นับแต่วันที่มีการยึดทรัพย์ แต่เพิ่งทราบว่าที่ดินพิพาทถูกยึดเมื่อไปขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ กรณีเช่นนี้ถือเป็น “พฤติการณ์พิเศษ” ที่ทำให้ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ได้หรือไม่
- ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 โดยคำสั่งศาลซึ่งถึงที่สุดแล้ว แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนโอนที่ดินมาเป็นของผู้ร้อง โจทก์ซึ่งเป็น “เจ้าหนี้สามัญตามคำพิพากษา” จะบังคับคดีให้กระทบกระเทือนต่อสิทธิของผู้ร้องได้หรือไม่
ข้อเท็จจริง
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 11224 ซึ่งมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา
โจทก์แถลงนำยึดทรัพย์ของจำเลยรวมทั้งที่ดินพิพาท ณ ที่ทำการต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2565
ผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดเชียงรายมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ปิดประกาศยึดทรัพย์ “ณ ที่ตั้งทรัพย์” แต่ “ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการอย่างใดหลังจากนั้นอีก”
ต่อมาวันที่ 7 มีนาคม 2565 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 คดีถึงที่สุดแล้ว
วันที่ 23 มิถุนายน 2565 ผู้ร้องไปที่สำนักงานที่ดินเพื่อขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเป็นชื่อผู้ร้อง แต่เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งว่าไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากที่ดินพิพาทถูกยึดไว้ตามหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้น
ผู้ร้องจึงทราบเรื่องการยึดที่ดินพิพาทในวันดังกล่าว และยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2565 ซึ่งพ้นระยะเวลา 60 วัน นับแต่วันที่มีการยึดที่ดินพิพาทไว้แล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 369/2568 วินิจฉัยว่า
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์มิได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีมาเป็นพยานว่า ได้ปิดประกาศการยึดที่ดินพิพาทไว้เมื่อใดและในที่ใด ทั้งไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รายงานการปิดประกาศดังกล่าวต่อศาล
จึง “ไม่อาจรับฟังได้ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทโดยแสดงให้เห็นประจักษ์แจ้งโดยการปิดประกาศไว้ที่ทรัพย์นั้นว่า ได้มีการยึดทรัพย์นั้นแล้ว” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 312 (2) “ตั้งแต่เมื่อใด”
ส่วนผู้ร้องเบิกความว่า หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทด้วยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แล้ว เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2565 ผู้ร้องไปที่สำนักงานที่ดินเพื่อจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท แต่เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งว่าไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากที่ดินพิพาทถูกยึดไว้ตามหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้น
ศาลฎีกาเห็นว่า คำเบิกความของผู้ร้องเป็นการยืนยันชัดแจ้งว่า ผู้ร้อง “มิได้ทราบเรื่องการปิดประกาศยึดที่ดินพิพาทของเจ้าพนักงานบังคับคดีมาก่อน” แต่ “เพิ่งทราบจากเจ้าพนักงานที่ดินเมื่อไปขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์” เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2565
แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้ร้องครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อเนื่องกันมาแล้ว และที่ดินพิพาทตั้งอยู่ในท้องที่เดียวกันกับบ้านพักอาศัยของผู้ร้อง แต่จะนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาสันนิษฐานว่า ผู้ร้องต้องทราบเรื่องการยึดที่ดินพิพาทแล้ว เพราะผู้ร้องมีบ้านอยู่ในท้องที่เดียวกับที่ดินพิพาท “หาได้ไม่”
อีกทั้งผู้ร้องใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองเป็นคดีตั้งแต่ปี 2564 ก่อนที่โจทก์จะแถลงนำยึดทรัพย์พิพาทต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2565
ศาลฎีกาจึงเห็นว่า “ไม่มีเหตุผลใดที่ผู้ร้องจะปล่อยเวลาให้เนิ่นช้าและไม่ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ในทันทีที่ทราบประกาศ” เพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธิของผู้ร้องในที่ดินพิพาท
ดังนั้น การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2565 แม้ “พ้นระยะเวลา 60 วัน นับแต่วันที่มีการยึดที่ดินพิพาทไว้แล้วก็ตาม” แต่พฤติการณ์ในคดีนี้ถือได้ว่าเป็นกรณีที่มี “พฤติการณ์พิเศษ” ที่ทำให้ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ดินพิพาทได้ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่มีการยึดทรัพย์สินนั้น
ทั้ง “มิได้ปรากฏว่าผู้ร้องยื่นคำร้องล่าช้ากว่าเจ็ดวันนับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้กำหนดให้ขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวิธีอื่นซึ่งทรัพย์สินนั้นเป็นครั้งแรก”
ผู้ร้องจึง “มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์พิพาทที่ยึดไว้ในคดีนี้ได้” และชอบที่จะรับคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์พิพาทของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 วรรคหนึ่ง
ประเด็นเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท
ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า ผู้ร้อง “ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 มาโดยคำสั่งศาลซึ่งถึงที่สุดแล้ว”
แม้ผู้ร้องจะยังไม่ได้จดทะเบียนโอนที่ดินมาเป็นของผู้ร้องตามคำสั่งศาลชั้นต้น ก็ถือได้ว่าผู้ร้องเป็น “ผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง
ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะ “อันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300
ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็น “เจ้าหนี้สามัญตามคำพิพากษา” จะ “บังคับคดีให้กระทบกระเทือนต่อสิทธิของผู้ร้องหาได้ไม่”
สรุป
คดีนี้ ศาลฎีกาวางหลักว่า แม้ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์พ้นระยะเวลา 60 วัน นับแต่วันที่มีการยึดทรัพย์แล้วก็ตาม แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ปิดประกาศการยึดที่ดินพิพาทไว้เมื่อใดและในที่ใด และข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ร้องเพิ่งทราบว่าที่ดินพิพาทถูกยึดเมื่อไปขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดิน กรณีจึงถือเป็น “พฤติการณ์พิเศษ” ทำให้ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ได้
อีกทั้ง เมื่อผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 มาโดยคำสั่งศาลซึ่งถึงที่สุดแล้ว แม้ยังไม่ได้จดทะเบียนโอนที่ดินมาเป็นของผู้ร้อง ก็เป็น “ผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม” และอยู่ในฐานะ “อันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน”
ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็น “เจ้าหนี้สามัญตามคำพิพากษา” จะ “บังคับคดีให้กระทบกระเทือนต่อสิทธิของผู้ร้องหาได้ไม่”
ผลคดี
ศาลฎีกา “พิพากษากลับ” ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กล่าวคือ ให้ปล่อยที่ดินพิพาทคืนแก่ผู้ร้อง
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1299 วรรคสอง
มาตรา 1300
มาตรา 1382
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 312 (2)
มาตรา 323 วรรคหนึ่ง
หมายเหตุ
คดีนี้มีข้อควรสังเกตว่า การได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ เมื่อมีคำสั่งศาลถึงที่สุดแล้ว แม้ยังไม่ได้จดทะเบียนโอนที่ดินมาเป็นชื่อผู้ได้กรรมสิทธิ์ ก็ถือเป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม
ผู้ได้กรรมสิทธิ์จึงอยู่ในฐานะ “อันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน” และเจ้าหนี้สามัญตามคำพิพากษาของผู้มีชื่อเดิมในโฉนด ไม่อาจยึดที่ดินดังกล่าวบังคับคดีให้กระทบกระเทือนต่อสิทธิของผู้ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ได้