ฎีกาที่ 3836/2568

#ฎีกาศึกษา #ทนายความ

สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3836/2568

เรื่อง: รับสารภาพแล้ว ฎีกาอ้างว่า “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” ได้หรือไม่


ประเด็นข้อกฎหมาย


ข้อเท็จจริง

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม คือ บัตรประจำตัวประชาชนปลอม

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอม และเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้นเอง ให้ลงโทษจำคุกและปรับ แต่ให้รอการลงโทษจำคุกไว้

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา และพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 โดยเป็น “การกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท” ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (3) (4) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

จำเลยทั้งสองฎีกา


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3836/2568 วินิจฉัยว่า

1. ประเด็นจำเลยที่ 2 ฎีกาอ้างว่า “รู้เท่าไม่ถึงการณ์”

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า

ข้ออ้างดังกล่าวเป็น

เมื่อจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพไว้แล้ว การยกข้ออ้างดังกล่าวขึ้นในชั้นฎีกา จึงเป็น

ศาลฎีกาจึงถือว่าเป็น

ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในประเด็นนี้


2. ประเด็นการปรับบทลงโทษ

จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 มิได้บัญญัติให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอม จึงต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (4) บัญญัติให้ลงโทษผู้ใช้หรือแสดงบัตร อันเกิดจากการกระทำความผิดฐานปลอมบัตรประจำตัวประชาชนอยู่แล้ว

โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

จึง

อีกทั้งศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

เมื่อจำเลยทั้งสองเป็นผู้ปลอมบัตรประจำตัวประชาชน จึงให้ลงโทษฐานปลอมบัตรประจำตัวประชาชน ตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (3) ซึ่งเป็น

ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ปรับบทกฎหมายมาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น


3. ประเด็นรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุก

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

การกระทำดังกล่าวเป็น

และ

ศาลฎีกาเห็นว่า

แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยรับโทษจำคุกมาก่อน หรือมีเหตุอื่น ๆ ตามที่อ้างมาในฎีกา แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองโดยไม่รอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุก


สรุป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3836/2568 วางหลักว่า เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพแล้ว การมาฎีกาอ้างภายหลังว่า “กระทำความผิดด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์” และ “ไม่ทราบว่าเป็นความผิดต่อกฎหมายอาญาบ้านเมือง” หากข้ออ้างนั้นมีลักษณะเป็นการกล่าวอ้างว่าไม่ได้มีเจตนากระทำความผิด ย่อมเป็นการ “หยิบยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกา” และ “ขัดกับคำรับสารภาพ”

ข้อดังกล่าวจึงเป็นข้อเท็จจริงที่ “มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง” ต้องห้ามมิให้ฎีกา

ส่วนความผิดฐานใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอม พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (4) ได้บัญญัติให้ลงโทษไว้แล้ว มิใช่กรณีที่กฎหมายไม่ได้บัญญัติให้ลงโทษ

และเมื่อความผิดฐานใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอมเป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม เมื่อจำเลยทั้งสองเป็นผู้ปลอมบัตรประจำตัวประชาชน จึงต้องลงโทษฐานปลอมบัตรประจำตัวประชาชน ตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (3) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

นอกจากนี้ พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง เพราะกระทบต่อระบบทะเบียนราษฎรซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญของประเทศ และกระทบต่อความมั่นคงของชาติ จึงไม่สมควรรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุก


ผลคดี

ศาลฎีกาพิพากษายืน

จำเลยทั้งสองต้องรับโทษจำคุก โดยไม่รอการกำหนดโทษ และไม่รอการลงโทษจำคุก


กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90
  • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265
  • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268
  • ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง, มาตรา 252
  • ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (3) และ (4) บัญญัติว่า

วรรคสอง บัญญัติว่า

สำหรับคดีนี้ จำเลยทั้งสองเป็นผู้ปลอมบัตรประจำตัวประชาชนและนำบัตรดังกล่าวไปใช้ จึงต้องลงโทษฐานปลอมบัตรประจำตัวประชาชน ตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบวรรคสอง คือ ลงโทษฐานปลอมบัตรประจำตัวประชาชนแต่กระทงเดียว ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า