ฎีกาที่ 5771-6074/2568

#ฎีกาศึกษา #ทนายความ

สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5771-6074/2568

เรื่อง: นายจ้างอ้างภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ ปิดกิจการ เลิกบริษัท และเลิกจ้างลูกจ้างทั้งหมด เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่

ประเด็นข้อกฎหมาย

  1. อุทธรณ์ของจำเลยที่โต้แย้งว่า การเลิกจ้างโจทก์ทั้ง 304 คน ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมายหรือเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้าม
  2. นายจ้างอ้างว่าประสบภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจจนต้องปิดกิจการ เลิกบริษัท และเลิกจ้างลูกจ้างทั้งหมด แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่านายจ้างประสบภาวะวิกฤตอย่างรุนแรงตามที่อ้าง การเลิกจ้างดังกล่าวเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่

ข้อเท็จจริง

จำเลยเป็นบริษัทจำกัด ประกอบกิจการผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ โจทก์ทั้ง 304 คนเป็นลูกจ้างของจำเลย

จำเลยอ้างว่า ประสบภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ มีผลกระทบต่อกิจการอย่างรุนแรง ไม่อาจเยียวยาสถานการณ์ให้ดีขึ้นได้ และไม่มีวิธีอื่นใดในการแก้ไขปัญหา จึงมีความจำเป็นต้องปิดกิจการ เลิกบริษัท และเลิกจ้างโจทก์ทั้ง 304 คน รวมทั้งลูกจ้างอื่น

แต่ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 7 รับฟังปรากฏว่า จำเลยยังมีกำไร มีการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น มีสภาพคล่อง มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน และไม่เคยแจ้งลูกจ้างถึงภาวะวิกฤตหรือผลกระทบต่าง ๆ เพื่อหาทางแก้ไขร่วมกันก่อนเลิกจ้าง

นอกจากนี้ ก่อนการปิดกิจการ มีลูกจ้างจำนวนมากสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน และสหภาพแรงงานได้แจ้งข้อเรียกร้องเพื่อขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างต่อจำเลย มีการเจรจาหลายครั้งแต่ไม่สามารถตกลงกันได้

ต่อมาจำเลยประกาศปิดกิจการ จดทะเบียนเลิกบริษัท และเลิกจ้างลูกจ้าง โดยยังปรากฏข้อเท็จจริงว่า มีกลุ่มบริษัท พ. ดำเนินกิจการแทนต่อไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5771-6074/2568 วินิจฉัยวางหลักว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของจำเลยไม่ได้โต้แย้งหรือหยิบยกข้อเท็จจริงใหม่แตกต่างจากข้อเท็จจริงที่รับฟังยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานภาค 7 แต่เป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมายว่า

“การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามร้อยสี่ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่”

จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

ในประเด็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ศาลฎีกาวางหลักว่า การพิจารณาว่าการเลิกจ้างเป็นธรรมหรือไม่ ต้องพิจารณาว่า

“การเลิกจ้างของนายจ้างมีเหตุแห่งการเลิกจ้างหรือไม่ และเหตุดังกล่าวเป็นเหตุอันสมควรเพียงพอหรือไม่”

ไม่ใช่พิจารณาเพียงว่า นายจ้างจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยแล้ว หรือใช้สิทธิปิดกิจการและเลิกจ้างลูกจ้างทั้งหมดแล้ว จะไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมทุกกรณี

เมื่อข้อเท็จจริงไม่ได้ความตามที่จำเลยให้การและนำสืบว่า จำเลยเผชิญภาวะวิกฤตซึ่งมีผลกระทบต่อกิจการอย่างรุนแรงจนไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้ง 304 คน จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุแห่งการเลิกจ้างอยู่จริงตามที่จำเลยอ้าง

อีกทั้งการปิดกิจการและเลิกบริษัทของจำเลยมิได้เป็นไปตามปกติวิสัยของการเลิกประกอบธุรกิจโดยทั่วไป เพราะมีกลุ่มบริษัท พ. ดำเนินกิจการแทนต่อไป

ดังนั้น การเลิกจ้างของจำเลยจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

ผลคดี

ศาลฎีกาเห็นว่า การเลิกจ้างโจทก์ทั้ง 304 คน เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาพิพากษาแก้เฉพาะเรื่องอัตราดอกเบี้ยผิดนัด โดยให้อัตราดอกเบี้ยผิดนัดตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามกฎหมายใหม่ โดยไม่ให้เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี

นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  1. พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49
    เรื่องอำนาจศาลแรงงานในการพิจารณาว่าการเลิกจ้างเป็นธรรมหรือไม่ และการกำหนดค่าเสียหายกรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
  2. พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54
    เรื่องการอุทธรณ์คดีแรงงาน ซึ่งโดยหลักให้อุทธรณ์ได้เฉพาะในข้อกฎหมาย
  3. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224
    เรื่องดอกเบี้ยผิดนัด
  4. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7
    เรื่องอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมาย ซึ่งเกี่ยวข้องกับการปรับอัตราดอกเบี้ยผิดนัดภายหลังมีการแก้ไขกฎหมาย
  5. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1272
    เรื่องสถานะของนิติบุคคลที่จดทะเบียนเลิกแล้ว แต่ยังคงมีอยู่เท่าที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชี

ฎีกาย่อ

อุทธรณ์ของจำเลยไม่ได้โต้แย้งหรือหยิบยกข้อเท็จจริงใหม่ขึ้นกล่าวอ้างอันแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่รับฟังยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานภาค 7 เป็นการอุทธรณ์ในข้อกฎหมายที่ว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามร้อยสี่ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ มิใช่เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 7 และเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย ไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

จำเลยให้การต่อสู้ถึงเหตุแห่งการเลิกจ้างว่า เนื่องมาจากจำเลยเผชิญภาวะวิกฤตซึ่งมีผลกระทบต่อกิจการอย่างรุนแรง ไม่อาจเยียวยาสถานการณ์ให้ดีขึ้นได้ และไม่มีวิธีอื่นใดในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น จึงมีความจำเป็นต้องปิดกิจการและเลิกบริษัท ดังนั้น จะต้องพิจารณาถึงเหตุแห่งการเลิกจ้างตามที่จำเลยให้การต่อสู้ว่ามีอยู่จริงหรือไม่ และถ้าเหตุดังกล่าวเป็นเหตุอันสมควรและเพียงพอแก่การเลิกจ้างแล้วหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานภาค 7 รับฟังมาไม่ได้ความตามที่จำเลยให้การและนำสืบว่าจำเลยเผชิญภาวะวิกฤตซึ่งมีผลกระทบต่อกิจการอย่างรุนแรงจนไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามร้อยสี่จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุแห่งการเลิกจ้างอยู่จริงตามที่จำเลยอ้าง โดยมีกลุ่มบริษัท พ. ดำเนินกิจการแทนต่อไป เมื่อการปิดกิจการและเลิกบริษัทของจำเลยนั้นไม่เป็นไปตามปกติวิสัยของการเลิกประกอบธุรกิจโดยทั่วไป และการเลิกจ้างของจำเลยเป็นการเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุ การเลิกจ้างของจำเลยจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49

อ้างอิง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5771-6074/2568

คำค้นที่เกี่ยวข้อง: เลิกจ้างไม่เป็นธรรม, ปิดกิจการ, ปิดกิจการเลิกจ้างลูกจ้าง, นายจ้างอ้างวิกฤตเศรษฐกิจ, ค่าชดเชย, สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า, สหภาพแรงงาน, ข้อพิพาทแรงงาน, ศาลแรงงาน, อุทธรณ์ในข้อกฎหมาย, พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงาน มาตรา 49, พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงาน มาตรา 54, คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5771-6074/2568, ฎีกาศึกษา

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า