ฎีกาที่ 5734/2568

สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5734/2568

เรื่อง

ฉ้อโกงประชาชน, กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน, ตัวการร่วม, ผู้เสียหายโดยนิตินัย, การนับกรรมความผิด

ประเด็นข้อกฎหมาย

จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นตัวการร่วมในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนหรือไม่

ผู้เสียหายทั้ง 4 ซึ่งทราบว่ามีการเสนอผลตอบแทนสูงเกินกว่ากฎหมายกำหนด ยังถือเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนหรือไม่

การโอนเงินหลายครั้งของผู้เสียหาย ต้องนับเป็นหลายกรรมตามจำนวนครั้งที่โอนเงิน หรือเป็นหลายกรรมตามจำนวนผู้เสียหาย

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องร่วมกันคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้เสียหายทั้ง 4 หรือไม่

ข้อเท็จจริง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกร่วมกันชักชวนผู้เสียหายทั้ง 4 และประชาชนทั่วไปให้นำเงินมาร่วมลงทุนกับบริษัท อ. จำกัด

ลักษณะการลงทุนที่นำมาชักชวน คือ ธุรกิจการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ โดยอ้างว่าจะได้รับผลตอบแทนสูง เช่น ลงทุน 100 บาท จะได้รับผลตอบแทนร้อยละ 40 ของเงินทุน และมีการจ่ายผลตอบแทนพร้อมเงินต้นคืนเป็นรอบ ๆ

นอกจากนี้ ยังมีการอ้างผลตอบแทนในอัตราร้อยละ 1.42 ต่อวัน หรือร้อยละ 518.3 ต่อปี ซึ่งสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้

จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชักชวนให้ผู้เสียหายและบุคคลอื่นเข้าร่วมลงทุน ส่วนจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ดูแลแอปพลิเคชันไลน์กลุ่ม เพื่อชักชวนให้ร่วมลงทุน และจัดหาช่องทางการรับโอนเงิน

ผู้เสียหายทั้ง 4 หลงเชื่อและโอนเงินให้แก่จำเลยหลายครั้ง

แต่การโอนเงินหลายครั้งของผู้เสียหายแต่ละคน เป็นผลสืบเนื่องจากการหลอกลวงครั้งแรก จึงไม่ใช่ความผิดหลายกรรมตามจำนวนครั้งที่โอนเงิน

อย่างไรก็ตาม จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายทั้ง 4 คนละวัน เวลา และสถานที่แตกต่างกัน จึงต้องพิจารณาว่าเป็นความผิดหลายกรรมตามจำนวนผู้เสียหายหรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5734/2568 วินิจฉัยวางหลักว่า

1. เรื่องตัวการร่วม

เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกร่วมกันกระทำความผิดโดยแบ่งหน้าที่กันทำ ย่อมเป็นการร่วมกันกระทำความผิดในลักษณะตัวการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

ศาลฎีกาวางหลักว่า ผู้กระทำความผิดทุกคนต้องรู้ถึงการกระทำของกันและกัน และต่างประสงค์ถือเอาการกระทำของแต่ละคนเป็นการกระทำของตนด้วย

ดังนั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องรับผิดร่วมกันในฐานะตัวการร่วม

2. เรื่องผู้เสียหายโดยนิตินัย

ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ศาลฎีกาเห็นว่า ผู้เสียหายทั้ง 4 เป็นเพียงผู้ถูกหลอกลวง มิได้มีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวก

แม้ผู้เสียหายจะทราบว่ามีการเสนอผลตอบแทนสูงเกินกว่ากฎหมายกำหนด ก็ยังไม่ทำให้ผู้เสียหายกลายเป็นผู้ร่วมกระทำความผิด

ผู้เสียหายทั้ง 4 จึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4)

แต่สำหรับความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย

อย่างไรก็ตาม ความผิดทั้งสองข้อหาเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว จึงไม่ตัดอำนาจพนักงานอัยการที่จะฟ้องจำเลย

3. เรื่องการนับกรรมความผิด

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ผู้เสียหายแต่ละคนโอนเงินหลายครั้ง แม้จะเป็นการโอนเงินต่างวาระกัน แต่เป็นผลสืบเนื่องจากการหลอกลวงครั้งแรก

ดังนั้น จึงไม่ใช่ความผิดหลายกรรมตามจำนวนครั้งที่ผู้เสียหายโอนเงิน

แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายทั้ง 4 คนละวัน เวลา และสถานที่แตกต่างกัน

แสดงว่าจำเลยกับพวกมีเจตนาให้เกิดผลต่อผู้เสียหายแต่ละคนแยกต่างหากจากกัน

การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นความผิดหลายกรรมตามจำนวนผู้เสียหาย คือ 4 กรรม

4. เรื่องการคืนเงินแก่ผู้เสียหาย

เมื่อโจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้ง 6 ร่วมกันคืนเงินที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายทั้ง 4 พร้อมดอกเบี้ย

และข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนตามฟ้อง

ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องร่วมกันคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้เสียหายทั้ง 4

ผลคดี

ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า

ให้จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 5 ปี

ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม คงจำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน

รวม 4 กระทง เป็นจำคุกคนละ 12 ปี 16 เดือน

นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 83 เรื่องตัวการร่วม

มาตรา 90 เรื่องการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

มาตรา 91 เรื่องความผิดหลายกรรมต่างกัน

มาตรา 343 เรื่องฉ้อโกงประชาชน


ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 2 (4) เรื่องผู้เสียหาย


พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527

มาตรา 4, มาตรา 5, มาตรา 9 และมาตรา 12

ฎีกาย่อ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกร่วมกันกระทำความผิดโดยแบ่งหน้าที่กันทำ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชักชวนหรือรับผู้เสียหายทั้งสี่และบุคคลอื่นเข้าร่วมลงทุนกับบริษัท อ. จำเลยที่ 2 มีหน้าที่จัดการดูแลแอปพลิเคชันไลน์กลุ่มซึ่งใช้ในการชักชวนให้ผู้เสียหายทั้งสี่และผู้ที่สนใจเข้าร่วมลงทุน และจัดหาช่องทางการรับโอนเงินจากสมาชิก มี อ. พวกของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชักชวนผู้เสียหายทั้งสี่และประชาชนให้เข้าร่วมลงทุน และเป็นการร่วมกันกระทำความผิดในลักษณะตัวการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ถือว่าผู้กระทำความผิดทุกคนต้องรู้ถึงการกระทำของกันและกัน และต่างประสงค์ถือเอาการกระทำของแต่ละคนเป็นการกระทำของตนด้วย การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 5, 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกในความผิดข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน สำหรับความผิดข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ผู้เสียหายทั้งสี่เป็นเพียงผู้ถูกหลอกลวง มิได้มีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวก อันจะทำให้ผู้เสียหายทั้งสี่ไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ผู้เสียหายทั้งสี่จึงเป็นผู้เสียหายในความผิดข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ส่วนความผิดข้อหาร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย และความผิดทั้งสองข้อหาเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน มิใช่ความผิดต่อส่วนตัวที่พนักงานสอบสวนจะมีอำนาจสอบสวนต่อเมื่อมีคำร้องทุกข์ของผู้เสียหายทั้งสี่ และไม่ตัดอำนาจพนักงานอัยการที่จะฟ้องจำเลยทั้งหก

โจทก์แยกบรรยายฟ้องมีข้อความทำนองเดียวกันว่า ผู้เสียหายทั้งสี่ต่างหลงเชื่อจากการหลอกลวงของจำเลยทั้งหกกับพวก และโอนเงินให้จำเลยทั้งหกกับพวกไป แม้การโอนเงินของผู้เสียหายทั้งสี่จะกระทำหลายคราว แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภายหลัง อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการหลอกลวงในครั้งแรก ซึ่งไม่ปรากฏตามฟ้องว่าจำเลยกับพวกกล่าวข้อความหลอกลวงใดขึ้นใหม่ จึงต้องฟังว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสี่เพียงครั้งเดียว โดยมีเจตนาเดียวเพื่อให้ได้เงินจากผู้เสียหายทั้งสี่ ถึงจะต่างวาระกันก็เป็นความผิดกรรมเดียว ไม่ใช่ความผิดหลายกรรมตามจำนวนครั้งที่ผู้เสียหายทั้งสี่โอนเงินให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวก

จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกร่วมกันหลอกลวงเงินจากผู้เสียหายทั้งสี่คนละวัน เวลา และสถานที่แตกต่างกัน แสดงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกมีเจตนาให้เกิดผลต่อผู้เสียหายทั้งสี่แยกต่างหากจากกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่ละครั้งเป็นความผิดสำเร็จสำหรับผู้เสียหายแต่ละคน จึงเป็นความผิดหลายกรรมตามจำนวนผู้เสียหายที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกร่วมกันหลอกลวง คือ 4 กรรม

ตามฟ้องโจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งหกร่วมกันคืนเงินที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายทั้งสี่พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนตามฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องร่วมกันคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้เสียหายทั้งสี่ ตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 9

อ้างอิง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5734/2568

คำค้นที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5734/2568, ฎีกาที่ 5734/2568, ฉ้อโกงประชาชน, กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน, ผู้เสียหายโดยนิตินัย, ตัวการร่วม, ความผิดหลายกรรมต่างกัน, โอนเงินหลายครั้งนับกี่กรรม, ลงทุนเงินตราต่างประเทศ, ผลตอบแทนสูงเกินกฎหมายกำหนด, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343, พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527


แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า