สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3408/2551
เรื่อง ทางจำเป็น, ที่ดินถูกล้อม, การแบ่งแยกที่ดิน, มาตรา 1349 และมาตรา 1350, การใช้สิทธิโดยไม่สุจริต
ประเด็นข้อกฎหมาย
กรณีที่ดินแปลงเดิมถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่แล้ว ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ แต่สามารถเดินผ่านที่ดินของบุคคลอื่นออกสู่ทางสาธารณะได้เพราะเจ้าของที่ดินยินยอม เมื่อมีการแบ่งแยกหรือแบ่งโอนที่ดินภายหลัง จะนำ ป.พ.พ. มาตรา 1350 มาใช้บังคับได้หรือไม่
และหากเจ้าของที่ดินมีทางออกสู่ทางสาธารณะได้หลายทาง โดยผ่านที่ดินของบุคคลอื่นที่มิได้หวงห้าม จะยังขอเปิดทางพิพาทผ่านที่ดินของจำเลยเป็นทางจำเป็นได้หรือไม่
ข้อเท็จจริง
โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 64/33 ซึ่งแบ่งแยกมาจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 33
ที่ดินของโจทก์ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่ ไม่สามารถออกสู่ทางสาธารณะได้โดยตรง
โจทก์เคยใช้ทางพิพาท ซึ่งอยู่ทางด้านทิศใต้ของที่ดินจำเลยที่ 1 ออกสู่ทางสาธารณะ ต่อมาจำเลยที่ 1 ใช้สังกะสีปิดกั้นทางพิพาท ทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้ทางพิพาทออกสู่ทางสาธารณะได้
โจทก์จึงฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมหรือทางจำเป็น และให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปิดกั้นทาง
จำเลยให้การต่อสู้ว่า โจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้หลายทาง และการฟ้องขอเปิดทางผ่านที่ดินของจำเลยเป็นไปเพื่อประโยชน์ของโจทก์ฝ่ายเดียว ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ ให้จำเลยที่ 1 เปิดทางให้โจทก์ผ่านที่ดินของจำเลยที่ 1 เป็นทางจำเป็น
จำเลยที่ 1 ฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3408/2551 วินิจฉัยวางหลักว่า
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จะนำ ป.พ.พ. มาตรา 1350 มาใช้บังคับได้ ต้องเป็นกรณีที่ที่ดินแปลงเดิมมีทางออกสู่ทางสาธารณะอยู่แล้ว ต่อมาเมื่อแบ่งแยกหรือแบ่งโอนกัน จึงเป็นเหตุให้แปลงหนึ่งไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะ เจ้าของที่ดินแปลงนั้นจึงมีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินตามมาตรา 1349 ได้โดยไม่ต้องเสียค่าทดแทน
แต่คดีนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เดิมที่ดินของโจทก์ตาม น.ส. 3 เลขที่ 64/33 เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตาม น.ส. 3 เลขที่ 33 ซึ่งเป็นที่ดินที่ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ต้องอาศัยที่ดินของผู้อื่นเดินผ่านเพื่อออกไปสู่ทางสาธารณะ
การที่มีทางออกสู่ทางสาธารณะโดยผ่านที่ดินของผู้อื่นได้เพราะเจ้าของที่ดินยินยอม มิใช่เป็นสิทธิตามกฎหมาย ต้องถือว่าไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ
ดังนั้น กรณีของโจทก์จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 1350 แต่เป็นกรณีที่ที่ดินของโจทก์มีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์สามารถผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ตามมาตรา 1349
อย่างไรก็ตาม การขอเปิดทางจำเป็นตามมาตรา 1349 วรรคสาม ต้องเลือกที่และวิธีทำทางผ่านให้พอควรแก่ความจำเป็นของผู้มีสิทธิจะผ่าน และต้องคำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
คดีนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ที่ดินของโจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้หลายทาง โดยผ่านที่ดินของบุคคลอื่นซึ่งมิได้หวงห้ามโจทก์ เช่น ทางผ่านที่ดินของผู้ขายเดิมแล้วออกทางที่ดินของบุคคลอื่น และทางผ่านที่ดินของบุคคลอีกด้านหนึ่ง
ส่วนทางพิพาทที่โจทก์ขอให้เปิดนั้น หากให้จำเลยที่ 1 เปิดทางเป็นทางจำเป็น จะทำให้จำเลยที่ 1 ต้องรื้อบริเวณหลังบ้านด้านทิศตะวันออก ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายและเดือดร้อนเป็นอย่างมาก
ศาลฎีกาจึงเห็นว่า การที่โจทก์ขอเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นเพื่อความสะดวกของโจทก์ แต่ทำให้จำเลยที่ 1 เดือดร้อนและเสียหายมาก ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคสาม การกระทำของโจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต
ผลคดี
ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย
ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349
ที่ดินแปลงใดมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ไซร้ ท่านว่าเจ้าของที่ดินแปลงนั้นจะผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้
ที่และวิธีทำทางผ่านนั้น ต้องเลือกให้พอควรแก่ความจำเป็นของผู้มีสิทธิจะผ่าน กับทั้งให้คำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายแต่น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ถ้าจำเป็น ผู้มีสิทธิจะผ่านจะสร้างถนนเป็นทางผ่านก็ได้
ผู้มีสิทธิจะผ่านต้องใช้ค่าทดแทนให้แก่เจ้าของที่ดินที่ล้อมอยู่ เพื่อความเสียหายอันเกิดแต่เหตุที่มีทางผ่านนั้น ค่าทดแทนนั้นนอกจากค่าเสียหายเพราะสร้างถนน ท่านว่าจะกำหนดเป็นเงินรายปีก็ได้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350
ถ้าที่ดินแบ่งแยกหรือแบ่งโอนกัน เป็นเหตุให้แปลงหนึ่งไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะไซร้ ท่านว่าเจ้าของที่ดินแปลงนั้นมีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินตามมาตราก่อนได้เฉพาะบนที่ดินแปลงที่ได้แบ่งแยกหรือแบ่งโอนกัน และไม่ต้องเสียค่าทดแทน
ฎีกาย่อ
การที่จะนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 มาใช้บังคับได้ ต้องเป็นกรณีที่ที่ดินแปลงเดิมมีทางออกสู่ทางสาธารณะอยู่แล้ว เมื่อแบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันเป็นเหตุให้แปลงหนึ่งไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะ เจ้าของที่ดินแปลงนั้นมีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินตามมาตรา 1349 ได้โดยไม่ต้องเสียค่าทดแทน
เดิมที่ดินของโจทก์เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ ต้องอาศัยที่ดินของผู้อื่นเดินผ่านเพื่อออกไปสู่ทางสาธารณะ แต่การที่มีทางออกสู่ทางสาธารณะโดยผ่านที่ดินของผู้อื่นได้เพราะเขายินยอม มิใช่เป็นสิทธิตามกฎหมาย ต้องถือว่าไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 1350 แต่เป็นกรณีที่ที่ดินของโจทก์มีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์สามารถที่จะผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ตามมาตรา 1349
โจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้หลายทางโดยผ่านทางที่ดินของบุคคลอื่นที่มิได้หวงห้ามโจทก์ การที่โจทก์จะขอเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นเพื่อความสะดวกของโจทก์ แต่ทำให้จำเลยที่ 1 ต้องเดือดร้อนและเสียหาย และหากให้จำเลยที่ 1 เปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็น จะทำให้จำเลยที่ 1 ต้องรื้อบริเวณหลังบ้านด้านทิศตะวันออก อันจะทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายและเดือดร้อนเป็นอย่างมาก และไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคสาม การกระทำของโจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต
อ้างอิง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3408/2551
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 และมาตรา 1350
แหล่งที่มา: เนติบัณฑิตยสภา