ฎีกาที่ 4992/2568

สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4992/2568

เรื่อง

ลูกจ้างขายตั๋วรับเงินจากลูกค้าแล้วไม่นำส่งนายจ้าง เป็นลักทรัพย์นายจ้างหรือยักยอกทรัพย์

ประเด็นข้อกฎหมาย

ลูกจ้างซึ่งมีหน้าที่ขายตั๋วโดยสารและเก็บเงินจากลูกค้า รับเงินไว้แล้วไม่นำส่งนายจ้าง แต่เอาเงินไปโดยทุจริต เป็นความผิดฐาน ลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง หรือ ยักยอกทรัพย์

การรวมโทษจำคุกหลายกระทงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดเป็น จำคุก 240 เดือน แทน จำคุก 20 ปี ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

เมื่อโจทก์ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาจะพิพากษาแก้โทษให้หนักขึ้นจากจำคุก 240 เดือน เป็นจำคุก 20 ปี ได้หรือไม่

ข้อเท็จจริง

จำเลยเป็นลูกจ้างของผู้เสียหาย มีหน้าที่จำหน่ายตั๋วโดยสารและเก็บเงินจากลูกค้าของผู้เสียหาย เพื่อนำส่งมอบให้แก่ผู้เสียหายทุกวัน

ต่อมาจำเลยรับเงินค่าตั๋วโดยสารจากลูกค้าของผู้เสียหายแล้วไม่นำส่งมอบให้แก่ผู้เสียหาย แต่เอาเงินดังกล่าวไปโดยทุจริต

การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน รวม 88 กระทง และศาลให้จำเลยใช้เงิน 393,154 บาทแก่ผู้เสียหาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4992/2568 วินิจฉัยวางหลักว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เงินค่าตั๋วโดยสารที่จำเลยรับไว้จากลูกค้า เป็นการรับเงินไว้ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในฐานะลูกจ้างของผู้เสียหาย

จำเลยมีหน้าที่ขายตั๋วให้ลูกค้าผู้ซื้อตั๋ว และเก็บเงินเพื่อนำส่งมอบให้แก่ผู้เสียหายเท่านั้น

ถ้อยคำสำคัญของศาลฎีกาคือ

“จำเลยเพียงแต่รับเงินยึดถือไว้ชั่วคราวก่อนจะนำส่งมอบให้ผู้เสียหายเท่านั้น อำนาจในการครอบครองควบคุมดูแลเงินดังกล่าวจึงเป็นของผู้เสียหาย”

เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยรับเงินจากลูกค้าของผู้เสียหายแล้วเอาเงินดังกล่าวไปโดยทุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐาน ลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคหนึ่ง

ไม่ใช่ความผิดฐานยักยอกทรัพย์

ส่วนประเด็นเรื่องโทษ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกิน 20 ปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 3 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี

ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลงโทษจำคุกจำเลย 240 เดือน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะต้องกำหนดโทษเป็น จำคุก 20 ปี

อย่างไรก็ตาม เมื่อโจทก์ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลยเป็นจำคุก 20 ปี ได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย

ผลคดี

ศาลฎีกาเห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐาน ลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคหนึ่ง

ส่วนประเด็นโทษ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดโทษรวมเป็นจำคุก 240 เดือน ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้เป็นจำคุก 20 ปี เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 91 (2)
เรื่องการลงโทษกรณีกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน และเพดานรวมโทษจำคุก

มาตรา 335 (11) วรรคหนึ่ง
เรื่องลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง หรืออยู่ในความครอบครองของนายจ้าง


ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 195
เรื่องข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

มาตรา 212
เรื่องข้อจำกัดในการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย

มาตรา 225
เรื่องการนำบทบัญญัติว่าด้วยอุทธรณ์มาใช้ในชั้นฎีกาโดยอนุโลม

ฎีกาย่อ

จำเลยเป็นลูกจ้างผู้เสียหาย มีหน้าที่ขายตั๋วและเก็บเงินจากลูกค้าของผู้เสียหาย เงินค่าตั๋วโดยสารที่จำเลยรับไว้จากลูกค้าเป็นการรับเงินไว้ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในฐานะลูกจ้างผู้เสียหาย จำเลยเพียงแต่รับเงินยึดถือไว้ชั่วคราวก่อนจะนำส่งมอบให้ผู้เสียหาย อำนาจในการครอบครองควบคุมดูแลเงินจึงเป็นของผู้เสียหาย จำเลยเอาเงินนั้นไปโดยทุจริต เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลงโทษจำคุกจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป กระทงละ 6 เดือน รวม 88 กระทง ให้จำคุก 240 เดือน ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) โดยต้องกำหนดโทษเป็นให้จำคุก 20 ปี แต่คดีนี้โจทก์ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลย 20 ปี ได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195, 212 ประกอบมาตรา 225

อ้างอิง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4992/2568

คำค้นที่เกี่ยวข้อง

ลักทรัพย์นายจ้าง, ยักยอกทรัพย์, ลูกจ้างรับเงินแล้วไม่นำส่งนายจ้าง, รับเงินลูกค้าแล้วเอาไป, เงินอยู่ในความครอบครองของนายจ้าง, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11), ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, รวมโทษจำคุกหลายกระทง, ห้ามพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย, คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4992/2568

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า