สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 497/2537
เรื่อง
ความเป็นผู้เสียหายของเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม
และการบรรยายฟ้องจำเลยในฐานะเป็น “ผู้ใช้” ให้ผู้อื่นเบิกความเท็จ
ประเด็นข้อกฎหมาย
โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดิน เป็นผู้เสียหายจากการที่จำเลย “ใช้ให้บุคคลอื่นเบิกความเท็จ” เพื่อเอาที่ดินนั้นหรือไม่
การฟ้องจำเลยในฐานะเป็น “ผู้ใช้” ให้ผู้อื่นกระทำความผิด จำเป็นต้องบรรยายข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดของผู้ลงมือกระทำความผิดด้วยหรือไม่
ข้อเท็จจริง
โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และจำเลย เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดเลขที่ 16806
ส่วนโจทก์ที่ 3 กับจำเลย เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดเลขที่ 16807
จำเลยเป็น “ผู้ใช้” ให้ พ. “ไปร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงและเบิกความเท็จต่อศาลชั้นต้นในคดีแพ่ง” ว่า
“จำเลยได้ขายที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่ พ. และ พ. ได้ครอบครองมาเป็นเวลา 20 ปีแล้ว”
จนศาลชั้นต้น “เชื่อตามคำร้องและคำเบิกความเท็จของ พ.” และมีคำสั่งให้ พ. ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 497/2537 วินิจฉัยว่า
“กรณีเป็นที่เห็นได้ว่าโจทก์ทั้งสามในฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยย่อมได้รับผลกระทบกระเทือนเสื่อมเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดินไป”
จึงเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลยโดยตรง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4)
และมีอำนาจฟ้องจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28(2)
สำหรับประเด็นเรื่องฟ้องชอบหรือไม่นั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
“คดีนี้โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยในข้อหาว่า จำเลยเป็นผู้จ้างวานใช้ให้ พ. ไปยื่นคำร้องและเบิกความเป็นเท็จ”
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 ประกอบมาตรา 177
“มิได้ฟ้องจำเลยว่าเป็นผู้เบิกความเท็จ”
จึง “ไม่จำเป็นจะต้องบรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 ด้วย”
เมื่อฟ้องของโจทก์ทั้งสามได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด “ฐานะเป็นผู้ใช้” พอสมควรที่จำเลยจะเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว
ฟ้องของโจทก์ทั้งสามจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)
ผลคดี
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก ประกอบมาตรา 84 ให้จำคุก 4 ปี
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เฉพาะเรื่องคำขอให้นับโทษต่อ
ศาลฎีกาพิพากษายืน
สรุป
เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดิน หากถูก “ผลกระทบกระเทือนเสื่อมเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดิน” จากการที่จำเลย “ใช้ให้บุคคลอื่นเบิกความเท็จ” จนศาลมีคำสั่งให้บุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน ย่อมเป็นผู้เสียหายโดยตรงในคดีอาญา และมีอำนาจฟ้องจำเลยได้
ส่วนการฟ้องจำเลยในฐานะเป็น “ผู้ใช้” ให้ผู้อื่นกระทำความผิด ไม่จำต้องบรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดของผู้ลงมือกระทำความผิดโดยละเอียด
เพียงบรรยายการกระทำของจำเลยในฐานะเป็น “ผู้ใช้” ให้พอสมควรที่จำเลยจะเข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องนั้นก็ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 84
มาตรา 177 วรรคแรก
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 2(4)
มาตรา 28(2)
มาตรา 158(5)