ฎีกาที่ 3421/2565

#ฎีกาศึกษา #ทนายความ

สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3421/2565

เรื่อง
กรรมสิทธิ์รวม / เจ้าของรวมจำหน่ายทรัพย์ / การแบ่งทรัพย์สิน / การพิพากษาไม่เกินคำขอ / ค่าขึ้นศาล

ประเด็นข้อกฎหมาย

  1. ชายหญิงอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส หากมีการซื้อที่ดินระหว่างอยู่กินกัน และพิสูจน์ได้ว่าเป็นทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกัน ที่ดินนั้นจะเป็นกรรมสิทธิ์รวมของทั้งสองฝ่ายหรือไม่
  2. เมื่อโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทคนละกึ่งหนึ่ง จำเลยที่ 1 จะทำนิติกรรมให้ที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ได้หรือไม่
  3. โจทก์ฟ้องเรียกเอาที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งหมด แต่ศาลเห็นว่าโจทก์มีสิทธิเพียงกึ่งหนึ่ง ศาลพิพากษาให้โจทก์ได้รับเฉพาะส่วนแบ่งกึ่งหนึ่งได้หรือไม่ และถือว่าเป็นการพิพากษาเกินคำฟ้องหรือไม่
  4. เมื่อเป็นกรณีเจ้าของรวมเรียกให้แบ่งทรัพย์สิน ศาลต้องดำเนินการแบ่งทรัพย์สินอย่างไร
  5. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมในสิ่งปลูกสร้าง ทั้งที่โจทก์มิได้ขอมาในคำฟ้อง เป็นการพิพากษาเกินคำฟ้องหรือไม่
  6. ในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา เมื่อที่ดินพิพาทมีราคา 180,000 บาท แต่ส่วนที่พิพาทจริงคือกรรมสิทธิ์กึ่งหนึ่ง ทุนทรัพย์สำหรับคำนวณค่าขึ้นศาลต้องคิดจาก 180,000 บาท หรือ 90,000 บาท

ข้อเท็จจริง

โจทก์กับจำเลยที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส

ที่ดินพิพาทเดิมเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ต่อมาจำเลยที่ 1 นำที่ดินไปออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 11340 และภายหลังจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหลานของจำเลยที่ 1

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาท โดยให้จำเลยที่ 1 มีชื่อถือสิทธิครอบครองแทน เนื่องจากขณะนั้นโจทก์ยังมีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ และเกรงว่าจะมีปัญหาเรื่องสินสมรส

โจทก์นำสืบว่า ก่อนซื้อที่ดินพิพาท โจทก์กับจำเลยที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากันแล้ว โดยจำเลยที่ 1 ประกอบอาชีพขายผักอยู่ที่ตลาด ส่วนโจทก์ทำงานเป็นพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จังหวัดกระบี่ ต่อมาปี 2538 โจทก์ลาออกก่อนครบเกษียณ ได้รับเงินบำเหน็จประมาณ 2,000,000 บาท และปลายปี 2538 มีการซื้อที่ดินพิพาท

โจทก์ยังนำสืบว่า ภายหลังซื้อที่ดินพิพาท โจทก์ว่าจ้างให้ปลูกสร้างบ้านบนที่ดินพิพาท โดยมีพยานเบิกความสนับสนุนว่าได้รับจ้างก่อสร้างบ้านจากโจทก์ เป็นการรับเหมาเฉพาะค่าแรงงาน 60,000 บาท โดยโจทก์เป็นผู้จัดหาวัสดุก่อสร้างเอง

ฝ่ายจำเลยโต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทจากเจ้าของเดิมด้วยเงินของจำเลยที่ 1 เอง ในราคา 160,000 บาท และเป็นผู้ปลูกบ้านบนที่ดินพิพาทเอง โดยโจทก์เพิ่งเข้ามาอยู่ด้วยภายหลัง ไม่ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันก่อนซื้อที่ดินพิพาท

ศาลฎีกาชั่งน้ำหนักพยานแล้วเห็นว่า พยานโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานจำเลย โดยรับฟังว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากันก่อนซื้อที่ดินพิพาท และที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์ที่ทั้งสองฝ่ายทำมาหาได้ร่วมกัน


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3421/2565 วินิจฉัยวางหลักว่า

1. ประเด็นกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากันแล้วก่อนที่จะซื้อที่ดินพิพาท

ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์ที่ทั้งสองฝ่ายทำมาหาได้ร่วมกัน

ดังนั้น โจทก์จึงเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลยที่ 1 คนละส่วนเท่ากัน

หลักสำคัญของคดีนี้คือ การอยู่กินกันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ไม่ทำให้ทรัพย์สินเป็นสินสมรส แต่หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกัน ทรัพย์นั้นอาจเป็นกรรมสิทธิ์รวมของทั้งสองฝ่ายได้


2. ประเด็นจำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้จำเลยที่ 2

เมื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่ง การที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมให้ที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ย่อมไม่ผูกพันส่วนของโจทก์

กล่าวคือ จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของรวม ย่อมไม่อาจจำหน่ายหรือโอนส่วนของเจ้าของรวมอีกฝ่ายหนึ่งให้แก่บุคคลอื่นโดยพลการได้


3. ประเด็นฟ้องเรียกที่ดินทั้งหมด แต่ศาลให้เพียงกึ่งหนึ่ง

โจทก์ฟ้องเรียกเอาที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งหมด

แต่เมื่อพิจารณาได้ความว่า โจทก์ควรได้รับแต่ส่วนแบ่ง ศาลมีอำนาจพิพากษาให้โจทก์ได้รับส่วนแบ่งนั้นได้

ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินคำฟ้อง

เพราะเป็นกรณีที่ศาลพิพากษาให้โจทก์ได้รับสิทธิตามส่วนที่พิสูจน์ได้ แม้โจทก์จะฟ้องเรียกเอาทรัพย์ทั้งหมดก็ตาม


4. ประเด็นการแบ่งทรัพย์สินอันเป็นกรรมสิทธิ์รวม

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกเอาที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งหมด แต่พิจารณาได้ความว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่ง

ถือได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของรวม เรียกให้แบ่งทรัพย์สิน คือที่ดินพิพาท อันเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1

กรณีจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364

ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งที่ดินพิพาทให้โจทก์กึ่งหนึ่ง โดยให้ตกลงแบ่งกันเองก่อน หากตกลงแบ่งกันไม่ได้ ให้ประมูลราคาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และหากยังตกลงประมูลราคากันไม่ได้ ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งกัน


5. ประเด็นสิ่งปลูกสร้างและการพิพากษาเกินคำฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างร่วมกับจำเลยที่ 2

แต่โจทก์มิได้ขอให้พิพากษาเช่นนั้นไว้ในคำฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การพิพากษาให้โจทก์มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมในสิ่งปลูกสร้าง จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง

ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252


6. ประเด็นค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา

ที่ดินพิพาทมีราคา 180,000 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมกึ่งหนึ่ง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง

ดังนั้น ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์จึงเท่ากับ 90,000 บาท ไม่ใช่ 180,000 บาท

จำเลยทั้งสองจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพียง 1,800 บาท แต่จำเลยทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลมา 3,600 บาท

ในชั้นฎีกา โจทก์ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่ง

ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงเท่ากับ 90,000 บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพียง 1,800 บาทเช่นกัน แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลมา 3,600 บาท

ศาลฎีกาจึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินแก่จำเลยทั้งสอง และคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินแก่โจทก์


ผลคดี

ศาลฎีกาพิพากษากลับ

ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 11340 ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง

โดยให้ตกลงแบ่งกันเองก่อน

หากตกลงแบ่งกันไม่ได้ ให้ประมูลราคาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2

หากยังตกลงประมูลราคากันไม่ได้ ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาด แล้วนำเงินที่ได้หลังหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการขายทอดตลาด มาแบ่งกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 คนละครึ่งหนึ่ง

คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินแก่จำเลยทั้งสอง

คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินแก่โจทก์

ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ


กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1356
เรื่องกรรมสิทธิ์รวม

มาตรา 1361
เรื่องเจ้าของรวมจำหน่ายทรัพย์หรือจัดการทรัพย์รวม

มาตรา 1364
เรื่องการแบ่งทรัพย์สินอันเป็นกรรมสิทธิ์รวม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 142
เรื่องการพิพากษาไม่เกินคำขอ และข้อยกเว้นกรณีที่ศาลมีอำนาจพิพากษาให้ตามส่วนที่ควรได้

มาตรา 246 และมาตรา 252
เรื่องการนำบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาและพิพากษาในศาลชั้นต้นมาใช้ในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาโดยอนุโลม

ตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
เรื่องค่าขึ้นศาล


ฎีกาย่อ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากันแล้วก่อนที่จะซื้อที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์ที่ทั้งสองฝ่ายทำมาหาได้ร่วมกัน โจทก์จึงเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลยที่ 1 คนละส่วนเท่ากัน การที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมให้ที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ย่อมไม่ผูกพันส่วนของโจทก์

โจทก์ฟ้องเรียกเอาที่ดินพิพาทเป็นของตนทั้งหมด แต่พิจารณาได้ความว่าโจทก์ควรได้รับแต่ส่วนแบ่ง ศาลมีอำนาจพิพากษาให้โจทก์ได้รับส่วนแบ่งนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(2) ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินคำฟ้อง

โจทก์ฟ้องเรียกเอาที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งหมด แต่พิจารณาได้ความว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่ง ถือได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของรวม เรียกให้แบ่งทรัพย์สินคือที่ดินพิพาทอันเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งต้องอยู่ภายใต้บังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างร่วมกับจำเลยที่ 2 โจทก์มิได้ขอให้พิพากษาไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยโจทก์มิได้ขอมาในคำฟ้อง เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

ที่ดินพิพาทมีราคา 180,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมกึ่งหนึ่ง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์เท่ากับ 90,000 บาท มิใช่ 180,000 บาท


อ้างอิง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3421/2565


คำค้นที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3421/2565, อยู่กินกันแต่ไม่จดทะเบียนสมรส, ซื้อที่ดินระหว่างอยู่ด้วยกัน, ทำมาหาได้ร่วมกัน, กรรมสิทธิ์รวม, เจ้าของรวม, แบ่งทรัพย์สิน, ที่ดินพิพาท, โฉนดที่ดิน, ไม่มีชื่อในโฉนดมีสิทธิหรือไม่, เจ้าของรวมโอนทรัพย์, พิพากษาเกินคำขอ, ค่าขึ้นศาล, ทุนทรัพย์ชั้นอุทธรณ์, ทุนทรัพย์ชั้นฎีกา

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า