สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1568/2505
ภาระจำยอมโดยอายุความ / ที่ดินสูงต่ำตามธรรมชาติ / เจ้าของที่ดินต่ำต้องรับน้ำจากที่ดินที่ถูกถมให้สูงขึ้นหรือไม่
ประเด็นข้อกฎหมาย
คดีนี้มีประเด็นข้อกฎหมายสำคัญ 2 ประเด็น ได้แก่
1. ภาระจำยอมในที่ดินมือเปล่า ได้มาโดยอายุความ 1 ปี หรือ 10 ปี
ประเด็นแรกคือ อายุความได้สิทธิที่จะนำมาใช้แก่การได้ภาระจำยอมโดยอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ต้องใช้อายุความตามมาตราใด
โจทก์ฎีกาว่า กำหนด 1 ปี ตามมาตรา 1375 เป็นอายุความการได้สิทธิสำหรับที่ดินมือเปล่า ดังนั้น ภาระจำยอมในที่ดินมือเปล่าจึงควรได้มาโดยอายุความ 1 ปี
2. เจ้าของที่ดินต่ำต้องรับน้ำจากที่ดินสูงเสมอหรือไม่
ประเด็นที่สองคือ คำว่า “ที่ดินสูง” และ “ที่ดินต่ำ” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1339 และมาตรา 1340 หมายถึงที่ดินสูงต่ำทุกกรณี หรือหมายเฉพาะที่ดินสูงต่ำตามธรรมชาติ
โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินต่ำ แต่ถมที่ดินของตนให้สูงขึ้น ทำให้น้ำไหลย้อนกลับเข้าไปในที่ดินของโจทก์ เกิดน้ำเน่าและปฏิกูล จึงถือว่าจำเลยกระทำละเมิด
ข้อเท็จจริง
จำเลยที่ 3 เดิมมีที่ดินแปลงหนึ่งติดถนนใหญ่ และได้ปลูกห้องแถวตามริมถนนให้เช่า ต่อมาได้ขายห้องแถวพร้อมที่ดินเป็นห้อง ๆ ให้แก่บุคคลหลายคน รวมทั้งโจทก์บางคนและจำเลยบางคนด้วย
ที่พิพาทอยู่ด้านหลังห้องของโจทก์และจำเลย มีลักษณะเป็นตรอกทางเดินและที่ว่างอยู่
เมื่อจำเลยที่ 3 ปลูกห้องแถวให้เช่านั้น ได้ถมที่ดินบริเวณปลูกห้องแถวให้สูงขึ้น ทำให้น้ำฝนที่ตกในบริเวณห้องแถวไหลมายังตรอกพิพาทซึ่งต่ำกว่า
ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 3 แบ่งขายห้องแถวให้โจทก์และจำเลยแล้ว ได้ขายตรอกพิพาทให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงถมพื้นดินในตรอกพิพาท ทำให้น้ำฝนที่ตกในห้องของโจทก์ไหลออกมายังตรอกตามเดิมไม่ได้
โจทก์จึงฟ้องขอให้จำเลยขุดดินที่ถมตรอกพิพาท และรื้อรั้วที่ปิดกั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1568/2505 วินิจฉัยวางหลักว่า
ประเด็นที่ 1 ภาระจำยอมโดยอายุความต้องใช้ 10 ปี
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า อายุความได้สิทธิในลักษณะ 3 แห่งบรรพ 4 ที่จะนำมาใช้แก่ภาระจำยอมโดยอนุโลม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ต้องนำอายุความเรื่องครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น อันเป็นเหตุให้ได้กรรมสิทธิ์ ตามมาตรา 1382 มาใช้
มาตรา 1382 กำหนดอายุความไว้ 10 ปี โดยไม่แยกว่าเป็นที่ดินมือเปล่าหรือที่ดินมีโฉนด
ส่วนมาตรา 1375 เป็นอายุความฟ้องคดีเพื่อเอาคืนการครอบครอง หาใช่อายุความได้สิทธิไม่ จึงนำมาอนุโลมใช้แก่การได้ภาระจำยอมไม่ได้
ดังนั้น โจทก์ยังไม่ได้ภาระจำยอมในเรื่องทางเดินและทางระบายน้ำโดยอายุความ เพราะยังใช้สิทธิไม่ครบ 10 ปี
ประเด็นที่ 2 ที่ดินสูงต่ำต้องหมายถึงสูงต่ำตามธรรมชาติ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำว่า “ที่ดินสูง” และ “ที่ดินต่ำ” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1339 และมาตรา 1340 หมายถึง ที่ดินสูงต่ำตามธรรมชาติ
ตรอกพิพาทในคดีนี้ไม่ใช่ที่ดินต่ำตามธรรมชาติ แต่เป็นเพราะเจ้าของเดิมถมดินบริเวณห้องแถวให้สูงขึ้นเอง
เมื่อภายหลังแยกเจ้าของกันแล้ว เจ้าของที่ดินตรอกพิพาทจึงไม่จำต้องรับน้ำจากที่ดินที่ถมขึ้นให้สูง
กรณีเช่นนี้ไม่ใช่ข้อจำกัดสิทธิของเจ้าของที่ดินตามที่กฎหมายกำหนดไว้ โจทก์จึงฟ้องให้บังคับขุดที่ดินของจำเลยให้ต่ำลง เพื่อรับน้ำไหลจากที่ดินของโจทก์ไม่ได้
ผลคดี
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาพิพากษายืน
ผลคือ โจทก์แพ้คดี
โจทก์ไม่อาจบังคับให้จำเลยขุดดินในตรอกพิพาทให้ต่ำลงเพื่อรับน้ำจากที่ดินของโจทก์ได้ และโจทก์ยังไม่ได้ภาระจำยอมโดยอายุความในเรื่องทางเดินและทางระบายน้ำ
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1339
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1340
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401
ฎีกาย่อ
อายุความได้สิทธิที่จะนำมาใช้แก่การจำยอม โดยอนุโลมดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 นั้น ได้แก่ อายุความตามมาตรา 1382 มาตรานี้กำหนดอายุความไว้ 10 ปี โดยไม่แยกว่า จะเป็นที่ดินมือเปล่า หรือที่ดินมีโฉนด ส่วนอายุความตามมาตรา 1375 นั้น หาใช่อายุความได้สิทธิไม่ คำว่า ที่ดินสูง ที่ดินต่ำ ตามมาตรา 1339, 1340 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น หมายถึงที่ดินสูงต่ำตามธรรมชาติ เจ้าของที่ดินต่ำหาจำต้องรับน้ำจากที่ดินที่ถมให้สูงขึ้นไม่
อ้างอิง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1568/2505
แหล่งที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา