⚖️📘 สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2785/2568
📌 เรื่อง
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ
กรณีผู้เสียหายยอมความในความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 วรรคสอง
กรณีผู้เสียหายยอมความในความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 วรรคสอง
⚖️ ประเด็นข้อกฎหมาย
คดีนี้มีประเด็นสำคัญว่า
จำเลยนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์
ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ
เกี่ยวกับการรับเงินค่าเช่าพื้นที่และค่าบริการ
ต่อมาจำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ร่วม
และโจทก์ร่วมไม่ติดใจดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาอีกต่อไป
กรณีดังกล่าวถือว่า
โจทก์ร่วมกับจำเลยยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
และมีผลทำให้
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป
ในความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 วรรคสอง หรือไม่
จำเลยนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์
ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ
เกี่ยวกับการรับเงินค่าเช่าพื้นที่และค่าบริการ
ต่อมาจำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ร่วม
และโจทก์ร่วมไม่ติดใจดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาอีกต่อไป
กรณีดังกล่าวถือว่า
โจทก์ร่วมกับจำเลยยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
และมีผลทำให้
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป
ในความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 วรรคสอง หรือไม่
📌 ข้อเท็จจริง
โจทก์ฟ้องว่า
โจทก์ร่วมเป็นบริษัทให้เช่าพื้นที่เพื่อจำหน่ายสินค้า
จำเลยเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วม
ตำแหน่งพนักงานการเงิน
มีหน้าที่รับเงินค่าเช่าพื้นที่และค่าบริการอื่น ๆ
จากลูกค้าของโจทก์ร่วม
และนำเงินส่งโจทก์ร่วม
รวมทั้งมีหน้าที่บันทึกข้อมูลการรับเงิน
ลงในระบบคอมพิวเตอร์
แต่จำเลยรับเงินจากลูกค้าหลายรายแล้ว
บันทึกข้อมูลการรับเงินในระบบคอมพิวเตอร์
เป็นจำนวนน้อยกว่าความเป็นจริง
แล้วนำเงินส่วนต่างไปเป็นของตนเอง
โจทก์จึงฟ้องจำเลย
ทั้งในความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง
และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
โจทก์ร่วมเป็นบริษัทให้เช่าพื้นที่เพื่อจำหน่ายสินค้า
จำเลยเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วม
ตำแหน่งพนักงานการเงิน
มีหน้าที่รับเงินค่าเช่าพื้นที่และค่าบริการอื่น ๆ
จากลูกค้าของโจทก์ร่วม
และนำเงินส่งโจทก์ร่วม
รวมทั้งมีหน้าที่บันทึกข้อมูลการรับเงิน
ลงในระบบคอมพิวเตอร์
แต่จำเลยรับเงินจากลูกค้าหลายรายแล้ว
บันทึกข้อมูลการรับเงินในระบบคอมพิวเตอร์
เป็นจำนวนน้อยกว่าความเป็นจริง
แล้วนำเงินส่วนต่างไปเป็นของตนเอง
โจทก์จึงฟ้องจำเลย
ทั้งในความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง
และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2785/2568 วินิจฉัยวางหลักว่า
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
จำเลยฎีกาอ้างว่า
จำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมจนเป็นที่พอใจแล้ว
โจทก์ร่วมไม่ติดใจดำเนินคดีแพ่ง
และคดีอาญาแก่จำเลยอีกต่อไป
โจทก์และโจทก์ร่วมได้รับสำเนาอุทธรณ์และฎีกาแล้ว
ไม่ได้แก้อุทธรณ์และแก้ฎีกาโต้แย้งคัดค้าน
จึงถือได้ว่า
โจทก์ร่วมกับจำเลยยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย
ในความผิดฐาน
“โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง
นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์
ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม
ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน
หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ”
ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 วรรคสอง
ซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว
เมื่อมีการยอมความกันก่อนคดีถึงที่สุด
ย่อมมีผลทำให้
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไป
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2)
จำเลยฎีกาอ้างว่า
จำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมจนเป็นที่พอใจแล้ว
โจทก์ร่วมไม่ติดใจดำเนินคดีแพ่ง
และคดีอาญาแก่จำเลยอีกต่อไป
โจทก์และโจทก์ร่วมได้รับสำเนาอุทธรณ์และฎีกาแล้ว
ไม่ได้แก้อุทธรณ์และแก้ฎีกาโต้แย้งคัดค้าน
จึงถือได้ว่า
โจทก์ร่วมกับจำเลยยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย
ในความผิดฐาน
“โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง
นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์
ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม
ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน
หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ”
ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 วรรคสอง
ซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว
เมื่อมีการยอมความกันก่อนคดีถึงที่สุด
ย่อมมีผลทำให้
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไป
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2)
📌 ผลคดี
ศาลฎีกาพิพากษาแก้
ในส่วนความผิดตาม
พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 วรรคสอง
เมื่อโจทก์ร่วมกับจำเลยยอมความกันโดยถูกต้อง
ก่อนคดีถึงที่สุด
ศาลฎีกาให้
จำหน่ายคดีเฉพาะความผิดฐานนี้
เพราะสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปแล้ว
ส่วนความผิดฐาน
ลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง
ศาลฎีกายังคงลงโทษจำเลย
โดยให้ลงโทษปรับจำเลย
กระทงละ 20,000 บาท
ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง
คงปรับกระทงละ 10,000 บาท
รวม 36 กระทง
เป็นปรับ 360,000 บาท
เมื่อรวมกับโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
เป็นจำคุก 20 ปี
และปรับ 360,000 บาท
แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรให้โอกาสจำเลย
จึงให้
รอการลงโทษจำคุกไว้ 3 ปี
และให้คุมความประพฤติจำเลย
มีกำหนด 2 ปี
โดยให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ
รวม 8 ครั้ง
และให้ทำกิจกรรมบริการสังคม
หรือสาธารณประโยชน์
เป็นเวลา 48 ชั่วโมง
นอกจากนี้
ศาลฎีกาให้ยกคำขอของโจทก์
ที่ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนแก่โจทก์ร่วม
เนื่องจากโจทก์ร่วมไม่ติดใจเรียกร้องในส่วนนั้นแล้ว
ในส่วนความผิดตาม
พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 วรรคสอง
เมื่อโจทก์ร่วมกับจำเลยยอมความกันโดยถูกต้อง
ก่อนคดีถึงที่สุด
ศาลฎีกาให้
จำหน่ายคดีเฉพาะความผิดฐานนี้
เพราะสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปแล้ว
ส่วนความผิดฐาน
ลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง
ศาลฎีกายังคงลงโทษจำเลย
โดยให้ลงโทษปรับจำเลย
กระทงละ 20,000 บาท
ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง
คงปรับกระทงละ 10,000 บาท
รวม 36 กระทง
เป็นปรับ 360,000 บาท
เมื่อรวมกับโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
เป็นจำคุก 20 ปี
และปรับ 360,000 บาท
แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรให้โอกาสจำเลย
จึงให้
รอการลงโทษจำคุกไว้ 3 ปี
และให้คุมความประพฤติจำเลย
มีกำหนด 2 ปี
โดยให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ
รวม 8 ครั้ง
และให้ทำกิจกรรมบริการสังคม
หรือสาธารณประโยชน์
เป็นเวลา 48 ชั่วโมง
นอกจากนี้
ศาลฎีกาให้ยกคำขอของโจทก์
ที่ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนแก่โจทก์ร่วม
เนื่องจากโจทก์ร่วมไม่ติดใจเรียกร้องในส่วนนั้นแล้ว
✅ สรุป
คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า
ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 วรรคสอง
ในกรณีนี้เป็นความผิดต่อส่วนตัว
เมื่อผู้เสียหายกับจำเลยยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย
ก่อนคดีถึงที่สุด
ย่อมทำให้
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)
แต่ในส่วนความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง
ไม่ระงับไปด้วย
ศาลฎีกาจึงยังลงโทษจำเลยในฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง
แต่ให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 3 ปี
หัวใจของฎีกานี้จึงอยู่ที่ถ้อยคำว่า
“โจทก์และโจทก์ร่วมได้รับสำเนาอุทธรณ์และฎีกาแล้ว
ไม่ได้แก้อุทธรณ์และแก้ฎีกาโต้แย้งคัดค้าน
จึงถือได้ว่า
โจทก์ร่วมกับจำเลยยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย”
ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 วรรคสอง
ในกรณีนี้เป็นความผิดต่อส่วนตัว
เมื่อผู้เสียหายกับจำเลยยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย
ก่อนคดีถึงที่สุด
ย่อมทำให้
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)
แต่ในส่วนความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง
ไม่ระงับไปด้วย
ศาลฎีกาจึงยังลงโทษจำเลยในฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง
แต่ให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 3 ปี
หัวใจของฎีกานี้จึงอยู่ที่ถ้อยคำว่า
“โจทก์และโจทก์ร่วมได้รับสำเนาอุทธรณ์และฎีกาแล้ว
ไม่ได้แก้อุทธรณ์และแก้ฎีกาโต้แย้งคัดค้าน
จึงถือได้ว่า
โจทก์ร่วมกับจำเลยยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย”
📚 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 39 (2)
พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
มาตรา 14 วรรคสอง
ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 335 (11)
มาตรา 56
มาตรา 78
มาตรา 90
มาตรา 91
มาตรา 39 (2)
พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
มาตรา 14 วรรคสอง
ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 335 (11)
มาตรา 56
มาตรา 78
มาตรา 90
มาตรา 91
📖 ฎีกาย่อ
ฎีกาของจำเลยอ้างว่า จำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมจนเป็นที่พอใจและโจทก์ร่วมไม่ติดใจดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาต่อจำเลยอีกต่อไป ตามใบรับแคชเชียร์เช็คเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ ซึ่งโจทก์กับโจทก์ร่วมได้รับสำเนาอุทธรณ์และฎีกาแล้วไม่ได้แก้อุทธรณ์และแก้ฎีกาโต้แย้งคัดค้าน ถือได้ว่าโจทก์ร่วมกับจำเลยยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายในความผิดฐานโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคสอง ซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวก่อนคดีถึงที่สุด มีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2)
📌 อ้างอิง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2785/2568
🔎 คำค้นที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2785/2568, ยอมความคดีอาญา, สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 วรรคสอง, ความผิดต่อส่วนตัว, ลักทรัพย์นายจ้าง, ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2), รอการลงโทษ, จำหน่ายคดี, ฎีกาศึกษา
Tags
ฎีกาปี ๒๕๖๘