ฎีกาที่ 2563/2544

⚖️📘 สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2563/2544

📌 เรื่อง

ขอตั้งผู้ปกครองผู้เยาว์
และอำนาจศาลในการถอนอำนาจปกครองของบิดา


⚖️ ประเด็นข้อกฎหมาย

ผู้ร้องซึ่งเป็น “น้า” ของผู้เยาว์ มีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์หรือไม่

และในกรณีที่ผู้เยาว์ยังมีบิดาอยู่ แต่บิดาถูกคุมขังเกี่ยวกับการจำหน่ายยาเสพติด และไม่ได้อุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ ศาลจะมีอำนาจถอนอำนาจปกครองของบิดา แล้วตั้งผู้ร้องเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์ได้หรือไม่


🧾 ข้อเท็จจริง

ผู้ร้องเป็นน้าของผู้เยาว์

บิดาและมารดาของผู้เยาว์จดทะเบียนหย่ากัน โดยตกลงให้บุตรผู้เยาว์อยู่ในอำนาจปกครองของมารดาแต่เพียงฝ่ายเดียว

ต่อมามารดาของผู้เยาว์ถึงแก่กรรมด้วยอุบัติเหตุ

ส่วนบิดาของผู้เยาว์ยังมีชีวิตอยู่ แต่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำเกี่ยวกับการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ

ผู้เยาว์อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้ร้องตลอดมา

💡 และที่สำคัญ บิดาของผู้เยาว์ “ยินยอมให้ผู้ร้องเป็นผู้ปกครอง”

ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งตนเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์


🏛️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2563/2544 วินิจฉัยว่า

การตั้งผู้ปกครองผู้เยาว์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1585 วรรคหนึ่ง ตั้งได้เฉพาะกรณีผู้เยาว์ไม่มีบิดามารดา หรือบิดามารดาถูกถอนอำนาจปกครอง

คดีนี้ แม้มารดาของผู้เยาว์ถึงแก่กรรมแล้ว แต่บิดาของผู้เยาว์ยังมีชีวิตอยู่ และยังมิได้ถูกถอนอำนาจปกครอง

การที่บิดาและมารดาจดทะเบียนหย่า แล้วตกลงให้มารดาเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์แต่ฝ่ายเดียว เป็นเพียงข้อตกลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1520 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 1566 วรรคสอง (6)

มิใช่กรณีที่บิดาถูกถอนอำนาจปกครอง

เพราะการจะเพิกถอนอำนาจปกครอง ต้องมีเหตุตามมาตรา 1582 และเป็นอำนาจของศาล

ดังนั้น เมื่อมารดาซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองแต่ผู้เดียวตามที่ตกลงขณะจดทะเบียนหย่าถึงแก่กรรม

“อำนาจปกครองผู้เยาว์ก็กลับมาอยู่แก่บิดาฝ่ายเดียว”

เมื่อผู้เยาว์ยังมีบิดาซึ่งยังไม่ถูกถอนอำนาจปกครอง จึงยังไม่อาจตั้งผู้ปกครองได้

ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ปกครองในขณะนั้น

แต่อย่างไรก็ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1582 ให้อำนาจศาลถอนอำนาจปกครองได้ หากมีเหตุตามกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ขณะผู้ร้องยื่นคำร้อง ผู้ร้องจะยังไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอตั้งผู้ปกครองก็ตาม

แต่เมื่อความปรากฏต่อศาลว่า

บิดาของผู้เยาว์ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำเกี่ยวกับการจำหน่ายยาเสพติด
ไม่ได้อุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์
และให้ผู้เยาว์อยู่ในความดูแลของผู้ร้อง

กรณีถือได้ว่า

“บิดาของผู้เยาว์ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง”

และ

“ใช้อำนาจปกครองแก่ตัวผู้เยาว์โดยมิชอบ”

ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาให้ถอนอำนาจปกครองของบิดาผู้เยาว์ได้

เมื่อมารดาถึงแก่ความตาย และบิดาถูกถอนอำนาจปกครองแล้ว ผู้เยาว์จึงไม่มีผู้ใช้อำนาจปกครอง

ประกอบกับผู้เยาว์อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้ร้องตลอดมา

💡 และบิดาของผู้เยาว์เองก็ “ยินยอมให้ผู้ร้องเป็นผู้ปกครอง”

ศาลจึงเห็นว่า การตั้งผู้ร้องเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์ย่อมเหมาะสมกว่า


✅ สรุป

คดีนี้ ศาลฎีกาวางหลักว่า

แม้บิดามารดาจะจดทะเบียนหย่ากัน และตกลงให้มารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์แต่เพียงฝ่ายเดียว

แต่เมื่อมารดาถึงแก่ความตาย อำนาจปกครองย่อมกลับไปอยู่แก่บิดา

ดังนั้น หากบิดายังมีชีวิตอยู่ และยังไม่ถูกถอนอำนาจปกครอง ศาลยังตั้งบุคคลอื่นเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์ไม่ได้

อย่างไรก็ตาม หากข้อเท็จจริงปรากฏว่า บิดาประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง หรือใช้อำนาจปกครองเกี่ยวแก่ตัวผู้เยาว์โดยมิชอบ ศาลมีอำนาจถอนอำนาจปกครองของบิดาได้ตามมาตรา 1582

เมื่อบิดาถูกถอนอำนาจปกครองแล้ว และผู้เยาว์ไม่มีผู้ใช้อำนาจปกครอง ศาลจึงตั้งญาติซึ่งดูแลผู้เยาว์มาโดยตลอดเป็นผู้ปกครองได้


📌 ผลคดี

ศาลฎีกาพิพากษากลับ

ให้ถอนอำนาจปกครองผู้เยาว์จากบิดา

และตั้งผู้ร้องเป็นผู้ปกครองของผู้เยาว์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1585 วรรคหนึ่ง


📚 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1520
มาตรา 1566
มาตรา 1582
มาตรา 1585

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า