สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 244/2567
📌 ประเด็นข้อกฎหมาย
โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ เพื่อเรียกที่ดินพิพาทคืนจากผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ได้หรือไม่
ประเด็นสำคัญของคดีนี้อยู่ที่ว่า กรณีที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดก รู้อยู่แล้วว่าโฉนดที่ดินพิพาทอยู่กับโจทก์ แต่กลับไปแจ้งความว่าโฉนดสูญหาย เพื่อขอออกใบแทนโฉนด จากนั้นนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนขายให้แก่จำเลยที่ 2
- การออกใบแทนโฉนดและการจดทะเบียนขายดังกล่าว ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
- จำเลยที่ 2 จะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทหรือไม่
📝 ข้อเท็จจริงในคดี
- ที่ดินพิพาท: เดิมเป็นโฉนดเลขที่ 8235 ภายหลังมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเป็นโฉนดเลขที่ 96870
- ข้อตกลงเดิม: โจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดก ได้ทำบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดก และทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในศาล โดยตกลงให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์
- การส่งมอบโฉนด: จำเลยที่ 1 ได้มอบโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ไว้แล้ว แต่โจทก์ยังมิได้จดทะเบียนรับโอน
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น:
โดยเป็นเวลาหลังจากได้รับใบแทนโฉนดที่ดินพิพาทเพียง 18 วัน
⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 244/2567 วินิจฉัยว่า
1. สถานะของสัญญาประนีประนอมยอมความ
คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ มีที่มาจากบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดก ที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกทำกับทายาท
โดยตกลงให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ จึงเป็น
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคสอง
โจทก์และจำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันตามข้อตกลงในสัญญาแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าว
2. การกระทำผิดหน้าที่ของผู้จัดการมรดก
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดก มีหน้าที่จัดการมรดกโดยทั่วไป และแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคน
แต่การที่จำเลยที่ 1 รู้ว่าโฉนดที่ดินพิพาทอยู่กับโจทก์ กลับมอบอำนาจให้ผู้มีชื่อไปยื่นคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินพิพาท
เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับใบแทนโฉนดที่ดินพิพาทวันที่ 22 มีนาคม 2561 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ในวันที่ 10 เมษายน 2561 เป็นเวลาหลังจากได้รับใบแทนโฉนดที่ดินพิพาทเพียง 18 วัน พฤติการณ์ดังกล่าว
ย่อม
และเป็น
จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2
3. ผลของใบแทนโฉนดที่ออกโดยมิชอบ
จำเลยที่ 1 ให้บุคคลอื่นไปขอใบแทนโฉนด ทั้งที่โฉนดที่ดินไม่ได้สูญหาย ใบแทนโฉนดที่ดินซึ่งจำเลยที่ 1 นำไปจดทะเบียนขายให้แก่จำเลยที่ 2 จึง
และ
อีกทั้งถือไม่ได้ว่าใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 96870 เป็นหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินที่คู่กรณีจะนำไปใช้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ได้ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 63 วรรคแรก วรรคสอง และมาตรา 72
ดังนั้น การจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ผลคือ จำเลยที่ 2 ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท
🎯 ผลคดีและการใช้สิทธิของโจทก์
โจทก์ย่อมใช้สิทธิในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นทรัพย์มรดก ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ 2 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336
กรณีนี้มิใช่โจทก์ใช้สิทธิฟ้อง โดยเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 จึง
ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 96870 และเพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 96870
💡 สรุปประเด็นสำคัญ
- ผู้จัดการมรดกรู้ว่าโฉนดที่ดินพิพาทอยู่กับโจทก์แล้ว แต่กลับไปแจ้งความว่าโฉนดที่ดินพิพาทสูญหาย ทั้งที่โฉนดที่ดินไม่ได้สูญหาย
- จากนั้นขอออกใบแทนโฉนด และนำที่ดินมรดกไปจดทะเบียนขายให้บุคคลภายนอก
- ศาลฎีกาเห็นว่า พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความต้องการ ที่จะเอาที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดก มาเป็นประโยชน์ของตนเพียงผู้เดียว
- จึงเป็นการกระทำผิดหน้าที่ และนอกขอบอำนาจของผู้จัดการมรดก
- ใบแทนโฉนดที่ออกมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีผลให้โฉนดที่ดินเดิมถูกยกเลิกไป
- การจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาท ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 2 ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท
- โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท มีสิทธิฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ 2 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336
- กรณีนี้ไม่จำต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ได้รับโอนที่ดินพิพาทโดยมีค่าตอบแทน และกระทำการโดยสุจริตหรือไม่
📚 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
- มาตรา 1336
- มาตรา 1719
- มาตรา 1723
- มาตรา 1724 วรรคหนึ่ง
- มาตรา 1745
- มาตรา 1750 วรรคสอง
ประมวลกฎหมายที่ดิน
- มาตรา 63 วรรคแรก และวรรคสอง
- มาตรา 72