สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1975/2562
การบรรยายฟ้องถอนคืนการให้เพราะเหตุประพฤติเนรคุณ
กรณีอ้างว่าผู้รับหมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง
แต่คำฟ้องไม่ระบุถ้อยคำ วันเวลา และบุคคลให้ชัดเจน
ประเด็นข้อกฎหมาย
คดีนี้มีประเด็นข้อกฎหมายสำคัญว่า
การเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณ โดยอ้างว่าผู้รับ “หมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 (2)
หากคำฟ้องบรรยายเพียงว่า จำเลยที่ 1 ด่าว่าโจทก์ด้วยถ้อยคำหยาบคายหลายครั้ง แต่ไม่ระบุว่า
- เหตุเกิดเมื่อใด
- กล่าวต่อใคร
คำฟ้องเช่นนี้จะถือเป็นฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่
อีกประเด็นหนึ่ง คือ การที่ผู้รับไม่อุปการะเลี้ยงดูผู้ให้ จะเข้าเหตุประพฤติเนรคุณตามมาตรา 531 (3) หรือไม่ ต้องมีข้อเท็จจริงถึงขั้นใด
ข้อเท็จจริง
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 211859 และให้จำเลยทั้งสามโอนที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
โจทก์อ้างเหตุเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุประพฤติเนรคุณ 2 เหตุ คือ
สอง จำเลยที่ 1 ไม่ให้การอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ ซึ่งเป็นผู้สูงวัยและมีโรคประจำตัว ทั้งที่จำเลยที่ 1 มีเงินและทรัพย์สินพอที่จะให้ได้
ในส่วนเหตุหมิ่นประมาท โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ด่าว่าโจทก์ด้วยถ้อยคำหยาบคายอีกหลายครั้ง
ไม่ได้ระบุรายละเอียดว่า ด่าว่าด้วยถ้อยคำใด เหตุเกิดเมื่อใด และกล่าวต่อใคร
ต่อมาในชั้นพิจารณา โจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 1 ด่าโจทก์ว่า “อีเหี้ย” และกล่าวว่า “มึงเอาน้ำกูไปใช้กี่ครั้งแล้ว”
จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้ว่า ฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้เคลือบคลุม
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 (2) เป็นการเรียกถอนคืนการให้ เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณ ด้วยการหมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง
ศาลฎีกาวางหลักไว้ว่า
“มีความจำเป็นที่โจทก์จะต้องระบุมาในคำฟ้องให้ชัดเจนว่า จำเลยที่ 1 ผู้รับกล่าวถ้อยคำอย่างไร เมื่อใด กับใคร เพื่อเป็นข้อที่จะให้ศาลพิจารณาว่าเข้าเงื่อนไขที่จะเรียกถอนคืนการให้ได้หรือไม่”
เมื่อคำฟ้องของโจทก์บรรยายเพียงว่า จำเลยที่ 1 ด่าว่าโจทก์ด้วยถ้อยคำหยาบคายอีกหลายครั้ง โดยไม่มีรายละเอียดว่า ด่าว่าอย่างไร เหตุเกิดเมื่อใด
ทั้งจำเลยทั้งสามก็ให้การต่อสู้ว่า ฟ้องในส่วนนี้เคลือบคลุม
แม้โจทก์จะนำสืบในชั้นพิจารณาว่า จำเลยที่ 1 ด่าโจทก์ว่า “อีเหี้ย” และกล่าวว่า “มึงเอาน้ำกูไปใช้กี่ครั้งแล้ว”
แต่ตามคำเบิกความของโจทก์ก็ปรากฏว่า โจทก์จำวันเวลาเกิดเหตุไม่ได้
ศาลฎีกาจึงเห็นว่า คำฟ้องโจทก์ในส่วนนี้เป็นคำฟ้องที่ไม่แจ้งชัด และไม่ใช่เรื่องที่โจทก์จะไปนำสืบในรายละเอียดได้
ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงเคลือบคลุม
ถ้อยคำที่ไม่ได้ระบุในฟ้อง ย่อมไม่เป็นประเด็นพิพาท
ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า
เมื่อฟ้องโจทก์ไม่ได้ระบุว่า จำเลยที่ 1 ด่าว่าโจทก์ว่า “อีเหี้ย”
คำนี้จึงไม่เป็น “ประเด็นพิพาท” ที่โจทก์จะนำสืบได้
จึงเป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็น ต้องห้ามมิให้รับฟัง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (1)
ข้อความสำคัญตามต้นฉบับ คือ
“คำนี้จึงไม่เป็นประเด็นพิพาทที่โจทก์จะนำสืบได้ จึงเป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็น ต้องห้ามมิให้รับฟัง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (1)”
ดังนั้น ในการฟ้องถอนคืนการให้เพราะเหตุหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง คำฟ้องต้องบรรยายรายละเอียดแห่งการหมิ่นประมาทให้ชัด ไม่ใช่บรรยายกว้าง ๆ แล้วไปขยายรายละเอียดในชั้นสืบพยานภายหลัง
เหตุไม่อุปการะเลี้ยงดู ยังไม่ครบเงื่อนไขตามมาตรา 531 (3)
สำหรับเหตุประพฤติเนรคุณตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 (3)
โจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 1 ไม่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์ ทั้งที่จำเลยที่ 1 มีเงินและทรัพย์สินพอที่จะเลี้ยงดูโจทก์ได้
โจทก์เป็นผู้สูงวัย มีโรคประจำตัวหลายโรค ได้แก่ โรคความดัน โรคหัวใจ ไขมันอุดตัน และโรคเครียด
โจทก์ยังอ้างว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยดูแลเอาใจใส่ ไม่เคยพาโจทก์ไปโรงพยาบาลเพื่อพบแพทย์ ไม่ยอมให้ใช้ห้องน้ำ ไม่ให้ใช้ตู้เย็น และเคยให้เงินโจทก์ใช้เป็นรายเดือน เดือนละ 5,000 บาท แต่ต่อมาไม่ให้อีก
ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงว่า จำเลยที่ 1 ประพฤติตนไม่เหมาะสมในการเป็นบุตรที่ดีของมารดาเท่านั้น
แต่ยังไม่ได้ความครบตามเงื่อนไขของมาตรา 531 (3) ที่ว่า
“จำเลยที่ 1 ได้บอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่โจทก์ในเวลาที่โจทก์ยากไร้และจำเลยที่ 1 ยังจะสามารถให้ได้”
ทั้งข้อเท็จจริงตามทางพิจารณา ก็ไม่ได้ความว่า
โจทก์เคยขอ และจำเลยที่ 1 บอกปัดไม่ยอมให้ สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่โจทก์ ในเวลาที่โจทก์ยากไร้ และจำเลยที่ 1 ยังสามารถจะให้ได้
ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า กรณีไม่เข้าเหตุที่จะเรียกถอนคืนการให้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 (3)
ผลคดี
ศาลฎีกาพิพากษายืน
โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกถอนคืนการให้ เพราะเหตุจำเลยที่ 1 ประพฤติเนรคุณ
เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกถอนคืนการให้ ที่ดินจึงยังเป็นของจำเลยที่ 1 อยู่
จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิโอนให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้
โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการโอน โดยอ้างเหตุฉ้อฉลได้
สรุป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1975/2562 วางหลักว่า
การฟ้องถอนคืนการให้ เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณ โดยอ้างว่าผู้รับหมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง
คำฟ้องต้องระบุให้ชัดเจนว่า ผู้รับกล่าวถ้อยคำอย่างไร เมื่อใด และต่อใคร
หากบรรยายเพียงว่า ด่าว่าด้วยถ้อยคำหยาบคายหลายครั้ง โดยไม่ระบุรายละเอียด ถือเป็นคำฟ้องที่ไม่แจ้งชัด และฟ้องในส่วนนี้เคลือบคลุม
โจทก์ไม่อาจไปนำสืบถ้อยคำเพิ่มเติมในชั้นพิจารณาได้ เพราะเป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็น ต้องห้ามมิให้รับฟัง
ส่วนกรณีไม่อุปการะเลี้ยงดู แม้การกระทำของผู้รับอาจเป็นการประพฤติตนไม่เหมาะสม แต่ถ้าข้อเท็จจริงยังไม่ได้ความว่า ผู้ให้เคยขอสิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตในเวลายากไร้ และผู้รับบอกปัดไม่ยอมให้ ทั้งที่ยังสามารถให้ได้
ก็ยังไม่ครบเงื่อนไขที่จะเรียกถอนคืนการให้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 (3)
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 (2), (3)
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (1)
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง
คำค้นที่เกี่ยวข้อง
ถอนคืนการให้, ประพฤติเนรคุณ, หมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง, ฟ้องเคลือบคลุม, นำสืบนอกฟ้องนอกประเด็น, ประเด็นพิพาท, ป.พ.พ. มาตรา 531, ป.วิ.พ. มาตรา 87, คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1975/2562, เรียกคืนทรัพย์ที่ให้, ผู้รับไม่เลี้ยงดูผู้ให้, บอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิต