ฎีกาที่ 190/2568

#ฎีกาศึกษา #ทนายความ

⚖️📘 สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 190/2568

แชร์บทความนี้:
เรื่อง

เพิกถอนการฉ้อฉล กรณีลูกหนี้โอนที่ดินให้บุตรโดยเสน่หา หลังมีมูลหนี้ละเมิดต่อสหกรณ์

━━━━━━━━━━━━━━━

ประเด็นข้อกฎหมาย

คดีนี้มีประเด็นข้อกฎหมายสำคัญ 3 ประเด็น คือ

1. จำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรโดยเสน่หา เป็นนิติกรรมที่ทำให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบหรือไม่

2. ในกรณีเป็นการให้โดยเสน่หา ต้องวินิจฉัยหรือไม่ว่า ผู้รับโอนรู้หรือไม่ว่านิติกรรมดังกล่าวทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ

3. ฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยเฉพาะกรณีโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์ การรู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน ต้องถือเอาการรู้ของบุคคลใด

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นทางวิธีพิจารณาความแพ่งว่า

จำเลยซึ่งชนะคดีในศาลชั้นต้น แต่ไม่เห็นด้วยกับเหตุผลบางส่วนของคำพิพากษาศาลชั้นต้น จะโต้แย้งประเด็นนั้นมาในคำแก้อุทธรณ์ได้หรือไม่

━━━━━━━━━━━━━━━

ข้อเท็จจริง

โจทก์เป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ครูแห่งหนึ่ง

จำเลยที่ 1 เคยดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการสหกรณ์โจทก์ และได้ร่วมกับคณะกรรมการมีมติให้โจทก์เป็นผู้จัดหาสลากกินแบ่งรัฐบาลมาให้สมาชิกจำหน่าย และอนุมัติเงินของโจทก์เพื่อนำไปวางเป็นประกันการซื้อขายและจัดซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อนำมาจำหน่ายขายกำไร

ต่อมา การดำเนินการดังกล่าวถูกวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำที่อยู่นอกขอบวัตถุประสงค์และข้อบังคับของสหกรณ์โจทก์ ไม่เป็นไปตามแนวทางปฏิบัติที่นายทะเบียนสหกรณ์กำหนดไว้ และขัดต่อวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งสหกรณ์โจทก์

ภายหลัง โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกรวม 16 คน เป็นคดีละเมิด และศาลมีคำพิพากษาให้ร่วมกันชำระเงินจำนวน 483,697,223.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

ก่อนฟ้องคดีละเมิดนั้น จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตร โดยเสน่หา เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2544

โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นการทำนิติกรรมที่ทำให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ

ฝ่ายจำเลยต่อสู้ว่า ในขณะโอนที่ดิน จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา และการจำนองหรือไถ่ถอนจำนองที่ดินดังกล่าวมีการดำเนินการเกี่ยวข้องกับโจทก์มาก่อนแล้ว โจทก์จึงควรถือว่ารู้เหตุเพิกถอนตั้งแต่ปี 2545 หรือ 2547 ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความ

━━━━━━━━━━━━━━━

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 190/2568 วินิจฉัยวางหลักว่า

1. มูลหนี้ละเมิดเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีเดิมมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่า จำเลยที่ 1 กับพวกกระทำละเมิดต่อโจทก์จากการมีมติให้ดำเนินธุรกิจจัดหาสลากกินแบ่งรัฐบาลมาให้สมาชิกจำหน่าย

ดังนั้น มูลหนี้ละเมิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่กระทำละเมิด มิใช่เพิ่งเกิดขึ้นในวันที่มีคำพิพากษา

เมื่อต่อมาจำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้จำเลยที่ 2 หลังจากมูลหนี้ละเมิดเกิดขึ้นแล้ว จึงต้องพิจารณาว่า การโอนดังกล่าวทำให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบหรือไม่

━━━━━━━━━━━━━━━

2. การโอนที่ดินให้บุตรโดยเสน่หา เป็นนิติกรรมที่เจ้าหนี้ขอเพิกถอนได้ หากลูกหนี้รู้ว่าจะทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ

ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2544 โจทก์จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการสหกรณ์ ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการเข้าร่วมประชุม และร่วมลงมติให้ยกเลิกการทำธุรกิจจัดหาสลากกินแบ่งรัฐบาลมาจำหน่ายให้แก่สมาชิกโจทก์

แม้ที่ประชุมจะไม่ได้มีมติให้ฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกก็ตาม แต่การมีมติให้ยกเลิกธุรกิจดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะกรรมการและผู้ร่วมประชุม ย่อมทราบดีว่าการดำเนินธุรกิจดังกล่าวเป็นมติที่ไม่ชอบและไม่ถูกต้อง

ต่อมาวันที่ 16 ธันวาคม 2544 จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรโดยเสน่หา ภายหลังจากการประชุมดังกล่าวเพียง 4 เดือนเศษ

ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การโอนที่ดินดังกล่าวเป็นนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 กระทำลงทั้ง ๆ ที่รู้ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ

เมื่อนิติกรรมดังกล่าวเป็นการให้โดยเสน่หา ลูกหนี้รู้แต่เพียงฝ่ายเดียวก็เพียงพอให้เจ้าหนี้ขอเพิกถอนได้

จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ผู้รับโอนทราบหรือไม่ว่า การโอนที่ดินนั้นจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ

━━━━━━━━━━━━━━━

3. ผู้ชนะคดีในศาลชั้นต้นสามารถโต้แย้งเหตุผลที่ไม่เห็นด้วยในคำแก้อุทธรณ์ได้

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ จำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายชนะคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

แต่จำเลยทั้งสองไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในส่วนที่วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ

ศาลฎีกาวางหลักว่า จำเลยทั้งสองชอบที่จะโต้แย้งประเด็นดังกล่าวมาในคำแก้อุทธรณ์ได้ ไม่จำต้องยื่นอุทธรณ์เอง

ดังนั้น คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำแก้อุทธรณ์ในประเด็นนี้จึงไม่ถูกต้อง และในชั้นอุทธรณ์ยังคงมีประเด็นว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่

━━━━━━━━━━━━━━━

4. การรู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนของสหกรณ์ ต้องเป็นการรู้ของคณะกรรมการผู้มีอำนาจ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240 ต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่เวลาที่เจ้าหนี้ได้รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน หรือภายใน 10 ปี นับแต่ได้ทำนิติกรรมนั้น

สำหรับกรณีโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์ การรู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน ย่อมหมายถึงการรู้ของคณะกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์

การที่กรรมการบางคนได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนโจทก์ในการรับจดทะเบียนจำนองหรือไถ่ถอนจำนองแทนโจทก์ เป็นเพียงการเป็นผู้แทนเฉพาะกิจในการจำนองและไถ่ถอนจำนองเท่านั้น

จึงไม่อาจถือว่าเป็นการรู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนการฉ้อฉลของโจทก์ได้

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า วันที่ 29 กรกฎาคม 2564 มีการรายงานผลการสืบทรัพย์และขอมติให้ฟ้องจำเลยทั้งสอง และที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์มีมติให้ดำเนินคดีจำเลยทั้งสอง

จึงถือว่าโจทก์รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนการฉ้อฉลในวันดังกล่าว

โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 15 ตุลาคม 2564 ยังไม่พ้น 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

━━━━━━━━━━━━━━━

ผลคดี

ศาลฎีกาพิพากษายืน

โจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ซึ่งจำเลยที่ 1 โอนให้จำเลยที่ 2 ผู้เป็นบุตรโดยเสน่หา

ฟ้องของโจทก์ไม่ขาดอายุความ

ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

━━━━━━━━━━━━━━━

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237

“เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใด ๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าปรากฏว่าในขณะที่ทำนิติกรรมนั้น บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย แต่หากกรณีเป็นการทำให้โดยเสน่หา ท่านว่าเพียงแต่ลูกหนี้เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวเท่านั้นก็พอแล้วที่จะขอเพิกถอนได้

บทบัญญัติดังกล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ท่านมิให้ใช้บังคับแก่นิติกรรมใดอันมิได้มีวัตถุเป็นสิทธิในทรัพย์สิน”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 238

“การเพิกถอนดังกล่าวมาในบทมาตราก่อนนั้นไม่อาจกระทบกระทั่งถึงสิทธิของบุคคลภายนอกอันได้มาโดยสุจริตก่อนเริ่มฟ้องคดีขอเพิกถอน

อนึ่ง ความที่กล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าสิทธินั้นได้มาโดยเสน่หา”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240

“การเรียกร้องขอเพิกถอนนั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่เวลาที่เจ้าหนี้ได้รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน หรือพ้นสิบปีนับแต่ได้ทำนิติกรรมนั้น”

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145

หลักเรื่องผลผูกพันของคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลในกระบวนพิจารณา ภายใต้บทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ ฎีกา และการพิจารณาใหม่

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 237

หลักเรื่องการยื่นคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยอุทธรณ์ และสิทธิในการโต้แย้งประเด็นที่เกี่ยวข้องในชั้นอุทธรณ์

━━━━━━━━━━━━━━━

ฎีกาย่อ

โจทก์จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการเข้าร่วมประชุมและร่วมลงมติให้ยกเลิกการทำธุรกิจการจัดหาสลากกินแบ่งรัฐบาลมาจำหน่ายให้แก่สมาชิกโจทก์ แม้ที่ประชุมจะไม่ได้มีมติให้ฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวก แต่การมีมติให้ยกเลิกการทำธุรกิจการจัดหาสลากกินแบ่งรัฐบาลดังกล่าว จำเลยที่ 1 ผู้เป็นกรรมการและผู้ร่วมประชุมย่อมทราบดีว่าเป็นมติที่ไม่ชอบและไม่ถูกต้อง การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรโดยเสน่หา วันที่ 16 ธันวาคม 2544 ภายหลังจากนั้นเพียง 4 เดือนเศษ จึงเป็นการทำนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำลงทั้ง ๆ ที่รู้ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ของตนเสียเปรียบ และเป็นการให้โดยเสน่หา ลูกหนี้รู้แต่เพียงฝ่ายเดียวโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ขอเพิกถอนได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 วรรคหนึ่ง โดยไม่ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ทราบหรือไม่ว่าการทำนิติกรรมโอนที่ดินจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบหรือไม่

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉล ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ จำเลยทั้งสองชนะคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่จำเลยทั้งสองไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ จำเลยทั้งสองชอบที่จะโต้แย้งมาในคำแก้อุทธรณ์ได้ ไม่จำต้องยื่นอุทธรณ์ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำแก้อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองเป็นการไม่ถูกต้อง ในชั้นอุทธรณ์ยังคงมีประเด็นว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่

เจ้าหนี้ได้รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240 ในกรณีโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์ ย่อมหมายถึงการรู้ของคณะกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ กรรมการของโจทก์ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนโจทก์ในการรับจดทะเบียนจำนองและการไถ่ถอนจำนองแทนโจทก์เป็นผู้แทนโจทก์เพียงเฉพาะการรับจดทะเบียนจำนองและการไถ่ถอนจำนองแทนโจทก์เท่านั้น ไม่อาจถือว่าเป็นการรู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนการฉ้อฉลได้ เมื่อมีการรายงานผลการสืบทรัพย์และขอมติให้ฟ้องจำเลยทั้งสอง และโจทก์โดยมติที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ให้ดำเนินคดีจำเลยทั้งสอง ถือได้ว่าโจทก์รู้ถึงต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนการฉ้อฉล โจทก์ฟ้องคดีนี้ยังไม่พ้นหนึ่งปีนับแต่เวลาที่โจทก์ได้รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

━━━━━━━━━━━━━━━

อ้างอิง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 190/2568 จากไฟล์ต้นฉบับที่แนบ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237, 238 และ 240

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 และมาตรา 237

━━━━━━━━━━━━━━━

คำค้นที่เกี่ยวข้อง

ฎีกาที่ 190/2568, เพิกถอนการฉ้อฉล, โอนที่ดินให้บุตร, โอนทรัพย์หนีเจ้าหนี้, การให้โดยเสน่หา, ลูกหนี้รู้ฝ่ายเดียว, เจ้าหนี้เสียเปรียบ, ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237, อายุความเพิกถอนการฉ้อฉล, ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240, สหกรณ์ฟ้องเพิกถอนนิติกรรม, คำแก้อุทธรณ์, ฟ้องไม่ขาดอายุความ, ฎีกาศึกษา

━━━━━━━━━━━━━━━
ถูกใจบทความนี้? แชร์ต่อได้เลย:

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า