สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17095/2555
ต้นอ้อยเป็นไม้ล้มลุก ไม่เป็นส่วนควบของที่ดิน ผู้ซื้อที่ดินสั่งไถตออ้อยของผู้เช่าเดิมได้หรือไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17095/2555 วินิจฉัยประเด็นสำคัญเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ปลูกอยู่ในที่ดินเช่า โดยเฉพาะกรณี ต้นอ้อยและตออ้อย ว่าเป็น ส่วนควบของที่ดิน หรือไม่ และหากเจ้าของที่ดินคนใหม่สั่งให้ผู้อื่นเข้าไปไถตออ้อยของผู้เช่าเดิม ทั้งที่ทราบว่าตออ้อยไม่ใช่ทรัพย์สินของเจ้าของที่ดิน จะเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้เช่าเดิมหรือไม่
คดีนี้ ศาลฎีกาวางหลักว่า ต้นอ้อยเป็นไม้ล้มลุก ไม่เป็นส่วนควบของที่ดิน เมื่อสัญญาเช่าไม่มีข้อความให้ต้นอ้อยหรือตออ้อยตกเป็นสิทธิของเจ้าของที่ดิน กรรมสิทธิ์ในต้นอ้อยหรือตออ้อยจึงไม่ตกไปเป็นของผู้ซื้อที่ดินโดยอัตโนมัติ
ต้นอ้อยเป็นไม้ล้มลุก ไม่เป็นส่วนควบของที่ดิน และการไถตออ้อยของผู้เช่าเดิมเป็นละเมิดหรือไม่
ต้นอ้อยหรือตออ้อยที่ผู้เช่าปลูกไว้ในที่ดินเช่า ถือเป็น ส่วนควบของที่ดิน หรือไม่ และการที่จำเลยนำรถไถเข้าไถตออ้อยตามคำสั่งของเจ้าของที่ดินคนใหม่ ทั้งที่ทราบว่าตออ้อยไม่ใช่ทรัพย์สินของเจ้าของที่ดิน เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้เช่าเดิมหรือไม่
โจทก์เช่าที่ดิน น.ค.3 จาก ม. เพื่อทำไร่อ้อย มีกำหนดอายุสัญญาเช่า 6 ปี ต้นอ้อย เป็นพืชที่โจทก์ปลูกขึ้น โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่า ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าของที่ดินเป็นผู้ปลูกเอง ต่อมาโจทก์ตัดอ้อยของปีที่ 4 แล้ว แต่ยังคงมี ตออ้อย เหลืออยู่ในที่ดินที่เช่า
หลังจากนั้น โจทก์กับ ม. ตกลงเลิกสัญญาเช่ากัน ต่อมา ล. ซื้อที่ดินจาก ม. รวมถึงที่ดินที่โจทก์เคยเช่า ล. ใช้ให้จำเลยนำรถไถเข้าไถที่ดิน ทำให้ตออ้อยของโจทก์ได้รับความเสียหาย ข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยเข้าไปดูสภาพที่ดิน และทราบดีว่า ตออ้อยไม่ใช่ทรัพย์สินของ ล.
ทั้งสัญญาเช่าที่ดินระหว่างโจทก์กับ ม. ก็ไม่มีข้อความใดระบุให้ ต้นอ้อยหรือตออ้อย ตกเป็นสิทธิของ ม. หลังจากสัญญาเช่าเลิกกัน ดังนั้น การขายที่ดินของ ม. ให้แก่ ล. จึงไม่มีผลให้กรรมสิทธิ์ในต้นอ้อยตกไปเป็นของ ล. แม้ ล. จะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ก็ไม่มีอำนาจที่จะตัดตออ้อยของโจทก์โดยพลการ
ส่วนจำเลยซึ่งกระทำตามคำสั่งของ ล. นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ต้องพิจารณาว่าความเข้าใจของจำเลย เป็นไปโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยเข้าไปดูสภาพที่ดินก่อนเกิดเหตุ และทราบดีว่า ตออ้อยไม่ใช่ทรัพย์สินของ ล. แม้การไถที่ดินจะเป็นการกระทำตามคำสั่งของ ล. เจ้าของที่ดิน แต่ตามพฤติการณ์ถือได้ว่า เป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของโจทก์ โดยไม่มีอำนาจที่จะกระทำได้ตามกฎหมาย จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ และเป็นการโต้แย้งสิทธิในทรัพย์สินของโจทก์
คดีนี้ต้องแยกให้ชัดว่า สิ่งใดที่อยู่บนที่ดิน ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นของเจ้าของที่ดินเสมอไป หลักสำคัญคือ ต้องพิจารณาว่า สิ่งนั้นเป็น ส่วนควบของที่ดิน หรือไม่ ในคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า ต้นอ้อยเป็น ไม้ล้มลุก และโจทก์ปลูกโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่า จึงไม่เป็นส่วนควบของที่ดิน
เมื่อไม่เป็นส่วนควบของที่ดิน ต้นอ้อยหรือตออ้อย จึงไม่ตกเป็นของเจ้าของที่ดินโดยอัตโนมัติ ยิ่งเมื่อสัญญาเช่าไม่มีข้อความกำหนดว่า เมื่อเลิกสัญญาแล้ว ต้นอ้อยหรือตออ้อยจะตกเป็นของเจ้าของที่ดิน ผู้ซื้อที่ดินภายหลัง จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในต้นอ้อยหรือตออ้อยนั้น
จำเลยฎีกาว่า ตออ้อยมีอายุประมาณ 3 ถึง 4 ปี และต้องรื้อถอนแล้วปลูกพันธุ์อ้อยใหม่ หากปล่อยไว้ต่อไปจะไม่คุ้มค่ากับการลงทุน จึงอ้างว่าโจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย แต่ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ตออ้อยที่มีอายุเกินกว่า 3 ปี ยังสามารถให้ผลผลิตได้ไม่มากก็น้อย ไม่ใช่หมดอายุที่จะเก็บเกี่ยว ตามที่จำเลยอ้าง ศาลฎีกาจึงเห็นว่า ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 กำหนดให้โจทก์ ในอัตราไร่ละ 2,500 บาท เป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว
ต้นอ้อยเป็นไม้ล้มลุก ไม่เป็นส่วนควบของที่ดิน เมื่อสัญญาเช่าไม่มีข้อความให้ต้นอ้อยหรือตออ้อย ตกเป็นสิทธิของเจ้าของที่ดินหลังสัญญาเช่าเลิกกัน กรรมสิทธิ์ในต้นอ้อยหรือตออ้อย จึงไม่ตกไปเป็นของผู้ซื้อที่ดินโดยอัตโนมัติ
แม้ผู้ซื้อที่ดินจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ก็ไม่มีอำนาจไถหรือตัดตออ้อยของผู้เช่าเดิมโดยพลการ ส่วนผู้ที่เข้าไปไถตออ้อย หากทราบดีว่าตออ้อยไม่ใช่ทรัพย์สินของเจ้าของที่ดิน แต่ยังไถจนเกิดความเสียหาย ย่อมถือเป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ และเป็นละเมิดต่อเจ้าของตออ้อย
ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้จำเลยรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ โดยเห็นว่า ค่าเสียหายไร่ละ 2,500 บาท เป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420
ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย ให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิด จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น
ฎีกาย่อ (ตามต้นฉบับ) : คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17095/2555
โจทก์เช่าที่ดิน น.ค.3. จาก ม. เพื่อทำไร่อ้อย มีกำหนดระยะเวลาการเช่า 6 ปี การปลูกอ้อยของโจทก์เป็นการอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าและต้นอ้อยเป็นไม้ล้มลุก จึงไม่เป็นส่วนควบของที่ดิน ทั้งสัญญาเช่าที่ดินระหว่างโจทก์กับ ม. ก็ไม่มีข้อความใดระบุให้ต้นอ้อยหรือตออ้อยตกเป็นสิทธิของ ม. หลังสัญญาเช่าเลิกกัน
ดังนั้น การที่ ม. ตกลงเลิกสัญญาเช่ากับโจทก์หลังจากโจทก์ตัดอ้อยของปีที่ 4 และ ม. ขายที่ดินแก่ ล. ก็ไม่มีผลให้กรรมสิทธิ์ในต้นอ้อยตกไปเป็นของ ล. แม้ ล. จะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว ก็ไม่มีอำนาจสั่งให้จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างนำรถเข้าไถตออ้อยของโจทก์โดยพลการ
แม้จำเลยจะกระทำตามคำสั่งของ ล. เจ้าของที่ดิน แต่จำเลยก็ทราบว่าตออ้อยเป็นของโจทก์ซึ่งเช่าที่ดินจาก ม. ถือได้ว่าจำเลยได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของโจทก์ โดยไม่มีอำนาจกระทำได้ตามกฎหมาย เป็นการละเมิด