ฎีกาที่ 1434/2563

#ฎีกาศึกษา #ทนายความ

สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1434/2563

เรื่อง
การขอเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดิน
กรณี “อุทิศที่ดินให้ทางราชการโดยมีเงื่อนไข”


ประเด็นข้อกฎหมาย

โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาท
ที่โจทก์ทั้งสองทำกับจำเลยหรือไม่

โดยมีประเด็นสำคัญว่า

การทำหนังสือแสดงความประสงค์เรื่อง
“การอุทิศที่ดินให้กับทางราชการ”
หรือ
“ยินยอมให้ทางราชการเข้าไปดำเนินการเพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ร่วมกัน”

แม้จะมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
จะมีผลผูกพันคู่สัญญาหรือไม่

และหากเป็นการยกที่ดินให้โดยมีเงื่อนไข
แต่ผู้รับบริจาคไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข

ที่ดินพิพาทจะตกเป็นของทางราชการ
และตกเป็น “สาธารณสมบัติของแผ่นดิน” แล้วหรือไม่


ข้อเท็จจริง

โจทก์ทั้งสองและบุคคลอีกหนึ่งราย
ร่วมกันบริจาคที่ดินให้แก่จำเลยซึ่งเป็นเทศบาล

โดยมีหนังสือแสดงความประสงค์เรื่อง
“การอุทิศที่ดินให้กับทางราชการ”
หรือ
“ยินยอมให้ทางราชการเข้าไปดำเนินการเพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ร่วมกัน”

หนังสือดังกล่าวกำหนดเงื่อนไขสำคัญว่า

จำเลยจะต้องนำที่ดินบริจาคไปดำเนินการก่อสร้าง

“ตลาดสดของเทศบาลตำบลแคนดง”
และ
“สถานีขนส่งผู้โดยสารของเทศบาลตำบลแคนดง”

พร้อมทั้งบริเวณอำนวยความสะดวก

โดยจำเลยจะต้อง
“เริ่มดำเนินการก่อสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใด ๆ”
ภายในกำหนดระยะเวลา “16 เดือน”

และจะต้อง
“แล้วเสร็จพร้อมเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ”
ภายในกำหนดระยะเวลา “36 เดือน”

นับตั้งแต่วันจดทะเบียนการโอนที่ดินบริจาค

หากจำเลยทำผิดเงื่อนไขบริจาคข้อหนึ่งข้อใด
ให้ถือว่าผิดสัญญา

และผู้บริจาค
“ขอสงวนสิทธิ์ในการเรียกคืนที่ดินบริจาคภายในเวลา 6 เดือน”

ต่อมาเมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามเงื่อนไขแล้ว
จำเลยไม่ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างอาคาร
หรือสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ตามที่ตกลงไว้

ที่ดินพิพาทยังคงมีสภาพเป็น “ที่ว่างเปล่า”

โจทก์ทั้งสองจึงมอบหมายให้ทนายความ
มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลย
และฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาท


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1434/2563 วินิจฉัยวางหลักว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

หนังสือแสดงความประสงค์เรื่อง
“การอุทิศที่ดินให้กับทางราชการ”
หรือ
“ยินยอมให้ทางราชการเข้าไปดำเนินการเพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ร่วมกัน”

ทำขึ้นระหว่างโจทก์ทั้งสองในฐานะ “ผู้บริจาค”
กับจำเลยในฐานะ “ผู้รับบริจาค”

เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงทำหนังสือกันไว้เช่นนี้

แม้จะมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
ก็ย่อมมีผลผูกพันโจทก์ทั้งสองและจำเลย
ในฐานะเป็น “บุคคลสิทธิ”

จำเลยจึงต้องปฏิบัติตามข้อสัญญา
ที่ระบุไว้ในหนังสือแสดงความประสงค์ดังกล่าว

ศาลฎีกาเห็นว่า
ตามข้อสัญญาในข้อ 3 และข้อ 4
แสดงให้เห็นว่า

โจทก์ทั้งสอง
“ยกที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลยโดยมีเงื่อนไข”

เมื่อเป็นเช่นนี้

ที่ดินพิพาททั้งสองแปลง
จะตกเป็นของทางราชการ
และตกเป็น “สาธารณสมบัติของแผ่นดิน”

ก็ต่อเมื่อจำเลย
“ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแล้ว”

แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า

จำเลย
“ไม่ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ”
ภายในระยะเวลา “16 เดือน”

นับตั้งแต่วันจดทะเบียนการให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลง
ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในหนังสือแสดงความประสงค์

จึงต้องถือว่า

“ที่ดินพิพาทยังไม่ตกเป็นของทางราชการ”
และ
“ไม่ตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน”

โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิฟ้อง
“ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงได้”


ผลคดี

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 3

ให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลย

และให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินคืนแก่โจทก์ทั้งสอง

ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น


กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525

การให้ทรัพย์สินซึ่งถ้าจะซื้อขายกันจะต้องทำเป็นหนังสือ
และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่นั้น
ท่านว่าย่อมสมบูรณ์ต่อเมื่อได้ทำเป็นหนังสือ
และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

ในกรณีเช่นนี้ การให้ย่อมเป็นอันสมบูรณ์
โดยมิพักต้องส่งมอบ


ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2)

สาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น
รวมทรัพย์สินทุกชนิดของแผ่นดิน
ซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์
หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน

เช่น

ทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน
เป็นต้นว่า ที่ชายตลิ่ง ทางน้ำ ทางหลวง ทะเลสาบ


ฎีกาย่อ

“หนังสือแสดงความประสงค์เรื่อง การอุทิศที่ดินให้กับทางราชการหรือยินยอมให้ทางราชการเข้าไปดำเนินการเพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ร่วมกัน ทำขึ้นระหว่างโจทก์ทั้งสองในฐานะผู้บริจาคกับจำเลยในฐานะผู้รับบริจาค แม้จะมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ย่อมมีผลผูกพันโจทก์ทั้งสองและจำเลยในฐานะเป็นบุคคลสิทธิ จำเลยจึงต้องปฏิบัติตามข้อสัญญาที่ระบุไว้ในหนังสือแสดงความประสงค์ดังกล่าว เมื่อการยกให้แก่จำเลยเป็นการยกให้โดยมีเงื่อนไข ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจะตกเป็นของทางราชการและตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินก็ต่อเมื่อจำเลยได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแล้ว จำเลยไม่ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ภายในระยะเวลาตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในหนังสือแสดงความประสงค์ ก็ต้องถือว่าที่ดินพิพาทยังไม่ตกเป็นของทางราชการและไม่ตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงได้”

อ้างอิง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1434/2563
แหล่งที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา


คำค้นที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1434/2563, บริจาคที่ดินให้เทศบาล, อุทิศที่ดินให้ทางราชการ, ให้ที่ดินโดยมีเงื่อนไข, เพิกถอนนิติกรรมการให้, สาธารณสมบัติของแผ่นดิน, บุคคลสิทธิ, เทศบาลไม่ทำตามเงื่อนไข, ฟ้องเอาที่ดินคืน, ป.พ.พ. มาตรา 525, ป.พ.พ. มาตรา 1304(2)

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า