ฎีกาที่ 8919/2552

⚖️ สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8919/2552

📌 เรื่อง

ความผิดฐานดูหมิ่นผู้อื่น และการอ้างเหตุป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย

📚 ประเด็นข้อกฎหมาย

1. การกล่าวถ้อยคำว่า “อีตอแหล มาดูผลงานของแก” เป็นการดูหมิ่นผู้อื่นอันเป็นความผิดตามกฎหมายหรือไม่

2. การที่จำเลยอ้างว่าพูดไปเพราะเชื่อโดยสุจริตว่าถูกกลั่นแกล้ง และอยู่ในสภาวะคับขัน จะเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตาม ป.อ. มาตรา 68 หรือไม่

3. ประเด็นเรื่องหมิ่นประมาทและการป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม เป็นประเด็นแห่งคดีหรือไม่

🧾 ข้อเท็จจริง

จำเลยกล่าวถ้อยคำต่อผู้เสียหายว่า “อีตอแหล มาดูผลงานของแก” โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 393 ปรับ 400 บาท และลดโทษกึ่งหนึ่ง คงปรับ 200 บาท จำเลยอุทธรณ์และฎีกาโดยอ้างว่า ตนเชื่อโดยสุจริตว่าถูกผู้เสียหายกลั่นแกล้ง พยายามแก้ไขความเข้าใจผิดและป้องกันชื่อเสียงของตน จึงเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย

👨‍⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8919/2552 วินิจฉัยว่า

ศาลฎีกาวางหลักว่า “การดูหมิ่นผู้อื่น หมายถึง การดูถูก เหยียดหยาม สบประมาท หรือทำให้อับอาย” และ “การวินิจฉัยว่าการกล่าววาจาอย่างไรเป็นการดูหมิ่นผู้อื่นหรือไม่ จึงต้องพิจารณาว่า ถ้อยคำที่กล่าวเป็นการดูถูก เหยียดหยาม สบประมาทผู้ที่ถูกกล่าว หรือเป็นการทำให้ผู้ที่ถูกกล่าวอับอายหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น ก็ถือได้ว่าเป็นการดูหมิ่นแล้ว”

คำว่า “ตอแหล” ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายว่า “เป็นคำด่าคนที่พูดเท็จ ซึ่งมีความหมายในทางเสื่อมเสีย” ดังนั้น การที่จำเลยกล่าวถ้อยคำดังกล่าวต่อผู้เสียหาย จึงเป็น “การพูดด่าผู้เสียหาย เป็นการดูถูก เหยียดหยามและสบประมาทผู้เสียหายว่าเป็นคนพูดเท็จ จึงเป็นการดูหมิ่นผู้เสียหายอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393”

ส่วนเรื่องการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาวางหลักว่า “การกระทำที่จะเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 นั้น จะต้องเป็นเรื่องที่ผู้นั้นจำต้องกระทำการนั้นเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่น ให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ”

แต่คดีนี้ ศาลเห็นว่า “ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ขณะที่จำเลยกล่าวถ้อยคำตามฟ้องต่อผู้เสียหายนั้น มีภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงแต่อย่างใด” การกระทำของจำเลยจึง “ไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย”

อีกประการหนึ่ง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องและมีคำขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ “ไม่ได้บรรยายฟ้องและมีคำขอให้ลงโทษในความผิดฐานหมิ่นประมาท” ดังนั้น ปัญหาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท หรือเป็นการป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรมหรือไม่ “จึงมิใช่ประเด็นแห่งคดี” การอุทธรณ์โต้แย้งในส่วนนั้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

✅ สรุป

คำว่า “ตอแหล” เป็นคำด่าที่มีความหมายว่าผู้ถูกกล่าวเป็นคนพูดเท็จ มีลักษณะเป็น “การดูถูก เหยียดหยามและสบประมาท” จึงเป็นความผิดฐานดูหมิ่นผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 393

ส่วนการอ้างว่า พูดไปเพราะเชื่อว่าถูกกลั่นแกล้ง หรือเพื่อป้องกันชื่อเสียงของตนเองนั้น ยังไม่พอจะถือเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย หากไม่ปรากฏว่าในขณะนั้นมี “ภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง”

นอกจากนี้ คดีนี้ยังยืนยันหลักสำคัญว่า ศาลจะวินิจฉัยตามประเด็นที่อยู่ในคำฟ้อง หากโจทก์ไม่ได้ฟ้องในฐานหมิ่นประมาท ปัญหาดังกล่าวก็ “มิใช่ประเด็นแห่งคดี”

⚖️ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68, มาตรา 393

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคหนึ่ง, มาตรา 194, มาตรา 225

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4, มาตรา 22

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า