📌 เรื่อง
การขึ้นทะเบียนสิ่งปลูกสร้างล่วงล้ำลำแม่น้ำที่ปลูกสร้างก่อนวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2515
กับหน้าที่ของเจ้าท่าในการแสวงหาข้อเท็จจริง
📚 ประเด็นข้อกฎหมาย
สิ่งปลูกสร้างล่วงล้ำลำแม่น้ำที่ปลูกสร้างมาก่อนวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2515
เป็นกรณีที่ต้องดำเนินการในรูป การขึ้นทะเบียน เพื่อยืนยันสถานะแห่งสิทธิที่มีอยู่เดิม
หรือเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่มีอำนาจดำเนินการในรูป การอนุญาต อันเป็นการก่อตั้งสิทธิใหม่
เมื่อมีข้อโต้แย้งเรื่องช่วงเวลาการปลูกสร้าง
เจ้าท่าในฐานะเจ้าหน้าที่ผู้พิจารณามีหน้าที่ต้องแสวงหาพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนเพียงใด
และหากสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเข้าหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียน
ผู้เป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างต้องเสียค่าตอบแทนรายปีหรือไม่
📝 ข้อเท็จจริง
ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของบ้านพักอาศัยเลขที่ 53 ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ย. ในจังหวัด พ. และได้แจ้งสิ่งปลูกสร้างล่วงล้ำลำแม่น้ำตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 32/2560 โดยยืนยันว่าบ้านพิพาทปลูกสร้างมาก่อนวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2515
แต่ผู้ถูกฟ้องคดีกลับออกเอกสารในลักษณะ ใบอนุญาต ตามหลักเกณฑ์สำหรับสิ่งปลูกสร้างที่ปลูกสร้างภายหลัง อันมีผลให้ผู้ฟ้องคดีต้องชำระ ค่าตอบแทนรายปี
ต่อมาผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ พร้อมแสดงพยานหลักฐานเพิ่มเติม เช่น ภาพถ่ายทางอากาศปี 2512 และสูติบัตรบุตรที่ระบุว่าเกิด ณ บ้านเลขที่ดังกล่าวในปี 2510 เพื่อยืนยันว่าบ้านพิพาทมีอยู่ก่อนวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2515 แต่ผู้ถูกฟ้องคดียังคงยืนยันคำสั่งเดิม โดยเห็นว่าพยานหลักฐานดังกล่าวยังไม่ชัดเจนเพียงพอ
⚖️ คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 87/2569 วินิจฉัยว่า
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยแยกสถานะของ “การขึ้นทะเบียน” ออกจาก “การอนุญาต” ไว้อย่างชัดเจน โดยเห็นว่า การขึ้นทะเบียนสิ่งล่วงล้ำลำแม่น้ำที่อยู่นอกพื้นที่มณฑลกรุงเทพฯ และปลูกสร้างมาก่อนวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2515 มิได้เป็นกรณีที่กฎหมายให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ในการก่อตั้งสิทธิใด ๆ ให้แก่ผู้ฟ้องคดี แต่เป็นเพียงการยืนยันสถานะแห่งสิทธิที่มีอยู่เดิมของผู้ฟ้องคดี
ส่วนกรณีการพิจารณาอนุญาตให้ปลูกสร้างสิ่งล่วงล้ำลำแม่น้ำที่ปลูกสร้างหลังจากวันดังกล่าว เป็นการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่เพื่อก่อตั้งสิทธิ จึงเป็นกรณีที่มีความแตกต่างกันในสถานะแห่งสิทธิอย่างชัดแจ้ง
ในประเด็นการแสวงหาข้อเท็จจริง ศาลวินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงเรื่องช่วงเวลาการปลูกสร้างมีผลโดยตรงต่อสถานะแห่งสิทธิของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีในฐานะเจ้าท่า ย่อมมีหน้าที่พิจารณาพยานหลักฐานที่จำเป็นแก่การพิสูจน์ข้อเท็จจริง และต้องแสวงหาพยานหลักฐานทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งรับฟังพยานหลักฐาน คำชี้แจง หรือความเห็นของคู่กรณีให้ครบถ้วน
ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีเห็นว่าภาพถ่ายทางอากาศหรือเอกสารที่ผู้ฟ้องคดีนำมาแสดงยังไม่ชัดเจน แต่ไม่ได้ดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมให้เพียงพอ ย่อมไม่สอดคล้องกับหน้าที่ของฝ่ายปกครองในการพิจารณาเรื่องดังกล่าว
ส่วนภาระในการเสียค่าตอบแทนรายปี ศาลวินิจฉัยว่า กฎกระทรวงกำหนดค่าตอบแทนรายปีสำหรับผู้รับอนุญาตปลูกสร้างอาคารหรือสิ่งอื่นใดล่วงล้ำลำแม่น้ำ พ.ศ. 2563 กำหนดให้เฉพาะ ผู้รับอนุญาตปลูกสร้าง ต้องเสียค่าตอบแทนเป็นรายปี แต่ไม่ได้กำหนดถึงกรณีผู้เป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งอื่นใดล่วงล้ำลำแม่น้ำที่ได้รับ การขึ้นทะเบียน ต้องเสียค่าตอบแทนเป็นรายปีแต่อย่างใด
✅ สรุป
คดีนี้วางหลักว่า การขึ้นทะเบียนสิ่งล่วงล้ำลำแม่น้ำที่ปลูกสร้างมาก่อนวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2515 เป็นเพียงการรับรองหรือยืนยัน สถานะแห่งสิทธิที่มีอยู่เดิม ของเจ้าของ มิใช่การใช้อำนาจทางปกครองเพื่อก่อตั้งสิทธิใหม่ดังเช่นกรณีการอนุญาต
เมื่อข้อเท็จจริงเรื่องเวลาการปลูกสร้างยังเป็นข้อพิพาท เจ้าหน้าที่มีหน้าที่ต้องแสวงหาพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงให้ครบถ้วน จะวินิจฉัยโดยไม่ตรวจสอบให้รอบด้านไม่ได้
สรุปผลคดี: ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าสิ่งปลูกสร้างพิพาทปลูกสร้างมาก่อนวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2515 จึงเป็นกรณีที่ต้องดำเนินการในรูป การขึ้นทะเบียน มิใช่ การอนุญาต และผู้เป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไม่อยู่ในบังคับต้องเสียค่าตอบแทนรายปี
📖 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พระพุทธศักราช 2456
- คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 32/2560
- พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539
- กฎกระทรวงกำหนดค่าตอบแทนรายปีสำหรับผู้รับอนุญาตปลูกสร้างอาคารหรือสิ่งอื่นใดล่วงล้ำลำแม่น้ำ พ.ศ. 2563
- พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542